วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

การใช้ GPS ในการติดตามกระบือ


การใช้ GPS ในการติดตามวัตถุ/สิ่งมีชีวิต

วันนี้ ผมได้ทดลองอุปกรณ์ GPS Data Logger (USB) ร่วมกับอาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร (ดร.พิพัฒน์ สมภาร) เพื่อใช้ในการติดตามสิ่งมีชีวิต (ในกรณีนี้ เราติดตามพฤติกรรม "กระบือ" หรือ "ควาย") เหมาะสำหรับการประยุกต์ใช้ในการศึกษาวิจัยด้านปศุสัตว์ โดยใช้ จีพีเอส บันทึกข้อมูลเส้นทางโดยระบุตำแหน่งตัวระบุตำแหน่งสิ่งมีชีวิต (ควาย) นั้นๆ โดยรับตำแหน่งจากดาวเทียม GPS แล้วบันทึกไว้ในหน่วยความจำของเครื่องได้ไม่ต่ำกว่า 50,000 จุด

และสามารถ download ข้อมูลใน Data Logger เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ด้วยพอร์ต USB เพื่อทำการศึกษาหรือวิเคราะห์พฤติกรรมสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ได้อย่างสะดวก
เมื่อเปิดใช้งานและติดตั้งเข้ากับสิ่งมีชีวิตนั้นๆ เครื่องจีพีเอส จะบันทึก วัน เวลา ความเร็ว ความสูง และพิกัดตำแหน่ง ตามช่วงเวลาที่ตั้งไว้ ข้อมูลที่บันทึกมาทั้งหมดสามารถถ่ายโอนไปยังคอมพิวเตอร์ได้โดยง่ายเพื่อตรวจ สอบวิเคราห์ข้อมูลการเดินทาง เมื่อต้องการดูบันทึกย้อนหลัง สามารถเชื่อต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ทางพอร์ต USB แล้วถ่ายโอนข้อมูลด้วย Software ที่ให้มาด้วย สามารถบันทึกจัดเก็บได้หลายรูปแบบ เช่น CSV, TXT, และ KML และอื่นๆ แต่เท่าที่นำมาใช้ในงาน GIS ก็สำคัญเพียงไม่กี่ format

สามารถดูข้อมูลเส้นทางที่บันทึกมา ตรวจสอบผลได้ทันทีหลัง downlaod บน Google Map ว่าอยู่ตำแหน่งใดบนภาพ และยังสามารถส่งไปแสดงผลบน Google Earth ได้ทันที

และยังสามารถใ ช้เป็น GPS mouse สำหรับโน๊ตบุคได้อีกด้วย

และเราสามารถใช้ Software ที่แถมมาในการกำหนด Option หรือทางเลือกในการบันทึกค่าพิกัดได้ถึง 3 รูปแบบ (แบบ A, B, C)

และสามารถกำหนดให้ไม่ต้องบันทึกค่าในกรณีที่ สิ่งมีชีวิตนั่ง หรือนอนอยู่กับที่นานๆ

หรือสามารถกำหนดให้ไม่ต้องบันทึกค่าในกรณีที่สิ่งมีชีวิตอยู่ห่างจากจุดเดิมไม่เกินในระยะที่กำหนด ก็ได้เช่นกัน (แต่อันนี้น่าจะเหมาะสำหรับติดตามรถยนต์มากกว่า)

เรียนรู้การใช้งานโปรแกรมรีโมทเซนซิง ENVI 3.


ENVI เป็นโปรแกรมที่ใช้งานในด้านรีโมทเซนซิ่ง หรือการสำรวจระยะไกล โดยประมวลผลข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม
โดยมีความสามารถในการทำ spectral image analysis ในการวิเคราะห์ข้อมูลเขิงตัวเลขที่ได้รับจากการสะท้อนของวัตถุต่างๆ บนพื้นโลก
กระบวนการ geometric correction ในการตรึงภาพถ่ายจากดาวเทียมให้ถูกต้องตามพิกัดภูมิศาสตร์
การวิเคราะห์ terrain analysis
และที่สำคัญซอฟท์แวร์นี้เหมาะสำหรับการวิเคราะห์ radar analysis โดยเฉพาะข้อมูล Microwave เช่น ERS-1, ERS-2 และ JERS-1 รวมถึง RadaSAT และ ENVISAT
สามารถประยุกต์เข้ากันทั้งระบบ raster และ vector ซึ่งจากที่ได้ทดลองใช้งานสามารถใช้ได้กับ PC ArcView GIS ได้อย่างไม่มีปัญหา


ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ ENVI Sofware
-ENVI เป็นดปรแกรมที่ใช้งานในด้านรีโมทเซนซิง หรือการสำรวจระยะไกล โดยการประมวลผลข้อมูลจากภาพดาวเทียม
-โดยมีความสามารถในการทำ spectral image analysis ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงตัวเลขที่ได้จากการสะท้อนจากวัตถุต่างๆบนพื้นผิวโลก
-กระบวนการ geometric correction ในการเตรียมภาพถ่ายจากดาวเทียมให้ถูกต้องตามพิกัดภูมิศาสตร์
-การวิเคราะห์ terrain analysis
-ซอฟท์แวร์นี้เหมาะสำหรับการวิเคราะห์ radar analysis โดยเฉพาะข้อมูล Microwave เช่น ERS-1, ERS-2 และ JERS-1 รวมถึง RadaSAT และ ENVISAT
-สามารถประยุกต์เข้ากับระบบ raster และ vector

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

ดินถล่ม


ปภ.เขต 5 โคราชเตือน 89 จุดเสี่ยงดินถล่มอีสานใต้ - ตั้งศูนย์เฉพาะกิจเกาะติด 24 ชม. ผู้จัดการออนไลน์

--------------------------------------------------------------------------------
วันที่ 14 พ.ค. 2551


โดย ผู้จัดการออนไลน์ 14 พฤษภาคม 2551 11:25 น. ปภ.เขต 5 โคราชเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม-น้ำป่าไหลหลาก-น้ำท่วมฉับพลัน 89 จุด 6 จังหวัดอีสานใต้ ส่ง จนท.-อุปกรณ์เครื่องจักร ลงพื้นเตรียมพร้อมในทุกจุดและอพยพปชช.ทันทีที่เกิดพิบัติภัย ล่าสุดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจฯ ขึ้นเพื่อเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชม. ด้าน ผอ.ศูนย์ ปภ.เขต 5 เตือนบุรีรัมย์-โคราช อย่านิ่งนอนใจภูเขาไฟเก่าอาจปะทุเหตุความเปลี่ยนทางธรรมชาติ ย้ำต้องไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ให้ติดตามความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง วันนี้ (14 พ.ค.) ที่ห้องประชุมศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 5 (ปภ.เขต 5) นครราชสีมา ถ.สุรนารายณ์ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ได้มีการประชุมเตรียมการฝึกซ้อมแผนปฏิบัติการจัดการและป้องกันอุบัติเหตุ อุบัติภัยจากการจราจรและวัตถุอันตรายจังหวัดนครราชสีมา ประจำปี 2551 และการเตรียมการรองรับภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ โดยมีตัวแทนภาครัฐ เอกชน ที่เกี่ยวข้องใน จ.นครราชสีมา เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน นายวัลลภ เทพภักดี ผู้อำนวยการศูนย์ ปภ.เขต 5 นครราชสีมา เปิดเผยว่า จากการเกิดพิบัติภัยทางธรรมชาติขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ ประกอบกับช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน ทุกภาคมีฝนเพิ่มมากขึ้น บางพื้นที่มีฝนตกชุกติดต่อกันหลายวัน อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ศูนย์ ปภ.เขต 5 นครราชสีมา ได้เตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องอุทกภัย วาตภัย ดินโคลนถล่ม และภัยธรรมชาติอื่นๆ ไว้พร้อมแล้ว โดยได้ทำการอบรมเจ้าหน้าที่และให้ความรู้แก่ “มิสเตอร์เตือนภัย” ไปครบทุกหมู่บ้าน ขณะนี้เดียวกันได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการร่วมกัน ล่าสุดศูนย์ ปภ.เขต 5 นครราชสีมาได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่มขึ้นที่ศูนย์ ปภ.เขต 5 นครราชสีมา โดยเจ้าหน้าที่รับผิดชอบประจำศูนย์ฯ ตลอด 24 ชั่วโมง (ชม.) ทั้งนี้เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังได้จัดเตรียมเรือท้องแบน เครื่องจักรกล, เครื่องมือ, วัสดุ, อุปกรณ์ และบุคลากรไว้พร้อมให้การสนับสนุนจังหวัดในเขตรับผิดชอบทันทีที่มีการร้องขอ โดยได้ประสานให้สำนักงาน ปภ.จังหวัด ในพื้นที่รับผิดชอบ 6 จังหวัดอีสานตอนล่าง ประกอบด้วย นครราชสีมา, ชัยภูมิ, สุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ และ จ.สระบุรี จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจฯ ระดับจังหวัดและอำเภอขึ้นด้วย เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที นายวัลลภ กล่าวอีกว่า ในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 6 จังหวัดอีสานตอนล่างนี้ มีพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลันที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษจำนวน 89 จุด รวม 17 อำเภอ 38 ตำบล 89 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 3 จังหวัด ประกอบด้วย จ.นครราชสีมา 6 อำเภอ (อ.วังน้ำเขียว, ครบุรี, ด่านขุนทด, ปากช่อง, สีคิ้ว, เสิงสาง) 16 ตำบล 44 หมู่บ้าน, จ.ชัยภูมิ 9 อำเภอ (อ.เทพสถิต, ภักดีชุมพล, เกษตรสมบูรณ์, หนองบัวแดง, หนองบัวระเหว, อ.เมือง, บ้านเขว้า, จัตุรัส, คอนสาร) 18 ตำบล 38 หมู่บ้าน และ จ.ศรีสะเกษ 2 อำเภอ (อ.ภูสิงห์, ขุนหาญ) 4 ตำบล 7 หมู่บ้าน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ลำเลียงเครื่องมืออุปกรณ์ในการช่วยเหลือเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงภัยดังกล่าวแล้วเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชน ขณะเดียวกันได้มีการจัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัยไว้สำหรับการอพยพประชาชนออกมาหากเกิดภัยพิบัติดังกล่าว “พิบัติภัยทางธรรมชาติเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินไปจำนวนมหาศาล เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในต่างประเทศมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ฉะนั้นประชาชนจึงไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาท โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ติดภูเขา, ที่ราบลุ่มติดกับน้ำ ลำคลองที่เคยมีประวัติน้ำท่วม ต้องเตรียมตัวให้พร้อมตลอดเวลาและให้ติดตามข่าวสารการพยากรณ์อากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้” นายวัลลภ กล่าว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภูมิประเทศของภาคอีสานจะไม่มีรอยเลื่อนที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวเหมือนทางภาคเหนือของประเทศก็ตาม แต่สิ่งที่อยากจะฝากเตือนไว้ คือ ในพื้นที่อีสาน โดยเฉพาะ จ.บุรีรัมย์ และนครราชสีมา จากการศึกษาพบว่าเป็นแหล่งของภูเขาไฟในอดีต ซึ่งหากธรรมชาติมีการเปลี่ยนแปลงไปมากอาจจะทำให้ภูเขาไฟเดิมที่มีอยู่แล้วปะทุขึ้นมาได้ ฉะนั้นอย่าตั้งอยู่ในความประมาท และให้คอยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะในต่างประเทศเคยมีข่าวภูเขาไฟเกิดระเบิดขึ้นมาอีกครั้งแม้จะดับไปเป็นเวลานานกว่า 1,000 ปีก่อนก็ตาม ซึ่งในภาคอีสานเราไม่ทราบว่าภูเขาไฟดังกล่าวมีอายุกี่ปีมาแล้ว (คอลัมน์:ภูมิภาค) ผู้จัดการออนไลน์ 14 พ.ค. 2551




นครราชสีมา-ชาวบ้านผวาดินถล่ม
ชาวเมืองโคราชผวา พบแผ่นดินทรุดเป็นหลุมลึกเท่ากับตึก 2 ชั้น เชื่อสาเหตุมาจากโรงเกลือในพื้นที่สูบน้ำใต้ดินขึ้นมาทำนาเกลือ วอนหน่วยงานเกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบ



ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนครราชสีมา ได้รับแจ้งจากชาวบ้าน บ้านหนองราง หมู่ 4 ต.ค้างพลู อ.โนนไทย ว่าพบแผ่นดินทรุดเป็นหลุมขนาดใหญ่ภายในไร่มันสำปะหลัง สร้างความตื่นตระหนกให้แก่คนในชุมชนเป็นอย่างมาก จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่า ไร่มันสำปะหลังดังกล่าวเป็นของนางทองสุข ชอบรักษ์ อายุ 62 ปี มีเนื้อที่ 10 ไร่ กลางไร่มันสำปะหลังพบผืนดินทรุดเป็นหลุมวงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 เมตร ลึกประมาณ 10 เมตร



องค์การบริหารส่วนตำบลค้างพลู พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โนนไทย ต้องนำเชือกมากั้นบริเวณที่เกิดเหตุเอาไว้ พร้อมกับติดป้ายให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอันตราย เนื่องจากเกรงว่าประชาชนจะตกลงไปในหลุม และหลังจากข่าวแพร่สะพัดออกไปประชาชนทั้งในพื้นที่ และละแวกใกล้เคียงต่างพากันมามุงดูด้วยความตื่นตระหนก และวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา


ชาวบ้านส่วนใหญ่เชื่อว่าสาเหตุที่ทำให้แผ่นดินทรุดครั้งใหญ่ น่าจะมาจากในพื้นที่มีผู้ประกอบการธุรกิจโรงเกลือหลายรายมาตั้งโรงงานเพื่อผลิตเกลือในพื้นที่โดยรอบ และเคยเกิดกรณีผลกระทบทั้งในเรื่องของน้ำเค็มจากโรงเกลือไหลสู่พื้นที่นาข้าวและไร่มันสำปะหลังของเกษตรกร และเกิดแผ่นดินทรุดขึ้นในพื้นที่หลายครั้ง ตั้งแต่ปี 2539 แต่ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ร้ายแรงมากที่สุด


ขณะที่นายประวุฒิ ตั้งจรูญชัย อุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา ได้นำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ แต่ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่เกิดขึ้นได้ แต่ได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ส่งเจ้าหน้าที่ผู้มีความเชี่ยวชาญพร้อมอุปกรณ์มาตรวจสอบพื้นที่เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง ซึ่งหากพบว่าเกิดจากการประกอบธุรกิจโรงเกลือจริงจะนำเรื่องนี้แจ้งไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อให้กำหนดบทลงโทษต่อไป โดยนายประวุฒิ บอกว่าตอนนี้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา ยังไม่สามารถดำเนินการอะไรได้นอกจากต้องรอผลการพิสูจน์ก่อน


นางทองสุข ชอบรักษ์ อายุ 62 ปี เจ้าของไร่มันสำปะหลังที่เกิดเหตุ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ม.ค.2553 โดยทราบจากเพื่อนบ้านว่าไร่มันสำปะหลังของตนเองเกิดแผ่นดินทรุดเป็นหลุมขนาดใหญ่ จึงรีบไปดูที่เกิดเหตุ พบว่ามีหลุมเกิดขึ้นจริงทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยพบเห็นหรือสังเกตเห็นว่ามีการทรุดของแผ่นดินแต่อย่างใด ทั้งนี้รู้สึกตกใจอย่างมาก เกรงว่าผืนดินแถบนี้จะถล่มขยายวงกว้างทำให้ผลผลิตไร่มันสำปะหลังเสียหายทั้งหมด จึงอยากวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือ และตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก เพราะเท่านี้ก็เสียหายมาพอแล้ว

มาบตาพุดอ่วมก๊าซรั่วซํ้า ล้มป่วยระนาว

มาบตาพุดอ่วมก๊าซรั่วซํ้า ล้มป่วยระนาว





สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ไทยรัฐ

"ก๊าซบิวเทน-วัน" รั่ว! ชาวมาบตาพุดระทม ล้มป่วยหามส่ง รพ.ระนาว 62 ราย เผยวาล์วเรือสินค้าที่เทียบท่ารั่ว ขณะโหลดสินค้าลงเรือขนส่งไปสิงคโปร์ "อานันท์" ลงพื้นที่ถกชาวบ้าน-ผู้ประกอบการ รับฟังปัญหาข้อเสนอแนะ ผงะกลิ่นสารเคมีหึ่ง จวกยับ "กนอ." ทำงานเช้าชามเย็นชาม หลังเกิดเหตุก๊าซรั่ว โวยปิดข่าวไม่แจ้งชาวบ้าน สร้างภาพลบให้องค์กรต่ำเตี้ยลงอีก

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่าเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุก๊าซบิวเทน-วัน (Butene-1) รั่วไหลออกเซฟตี้วาล์วของเรือ GLOBAL HIME (โกลบอล ไฮม์) เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา ขณะจอดเทียบท่าโหลดสินค้าอยู่ที่ท่าเทียบเรือมาบตาพุด แทงก์ เทอร์มินอล ภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง เพื่อนำไปส่งที่ประเทศสิงคโปร์ มีชาวบ้านสูดดมก๊าซเข้าไปเกิดล้มป่วยต้องเข้ารับการรักษาที่ รพ.กรุงเทพระยอง 18 ราย และในช่วงเช้าวันที่ 6 ธ.ค.นี้ มีชาวบ้านล้มป่วยเข้ารับการรักษาเพิ่มเติมอีก 44 ราย รวมเป็น 62 ราย ในจำนวนนี้มี 7 รายอาการหนัก แพทย์ต้องให้นอนพักรักษาตัวเพื่อเฝ้า ดูอาการอย่างใกล้ชิด

ต่อมาเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 6 ธ.ค. นพ.ชัชวาล ประดิษฐ์วงศ์สิน แพทย์เจ้าของไข้ เปิดเผยว่า ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงและเด็ก โดยมีอาการแน่นหน้าอก วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และหมดเรี่ยวแรง จึงตรวจรักษาพร้อมสั่งยาให้รับประทานและอนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ยังมีผู้ป่วยอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องเฝ้าสังเกตอาการ เพราะมีโรคประจำตัวอยู่ก่อนแล้ว จากการตรวจสอบพบผู้ป่วยได้รับกลิ่นก๊าซ บิวเทน-วัน มีลักษณะคล้ายก๊าซหุงต้ม หรือก๊าซแอลพีจี ซึ่งไม่ใช่สารอันตราย แต่หากได้รับในปริมาณมากก็ทำให้ขาดออกซิเจน และอาจทำให้เสียชีวิตได้

วันเดียวกัน นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือคณะกรรมการ 4 ฝ่าย นำคณะกรรมการลงพื้นที่ชุมชนบ้านหนองแฟบ เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด เพื่อรับฟังปัญหาและความคิดเห็นจากชาวบ้านผู้ฟ้องร้องคดีทั้ง 43 ราย และชาวบ้านจาก ต.เนินกะปรอก อ.บ้านฉาง และ อ.ปลวกแดง ที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ ระหว่างรถบัสของคณะเดินทาง มาถึงบ้านหนองแฟบ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและผาแดงมากนัก นายอานันท์ถึงกับบ่นเมื่อได้กลิ่นเหม็นคล้ายก๊าซไข่เน่าโชยมาตามลม และเปรย ว่าเข้าใจแล้วว่าชาวบ้านต้องเจอกับอะไรบ้าง เพราะขนาดช่วงกลางคืนเวลาประมาณ 5 ทุ่มเศษ ๆ แถวโรงแรมแห่งหนึ่งที่เข้าพักยังได้กลิ่นสารเคมี แต่คงไม่สามารถระบุหรือกล่าวโทษได้ว่ามาจากแหล่งใดหรือ โรงงานไหน

ต่อมานายอานันท์ และคณะกรรมการ พร้อมนายสยุมพร ลิ่มไทย ผวจ.ระยอง เดินทางไปที่สำนักงานการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะการจัดการมลพิษในประเด็นที่มีการร้องเรียนจากชาวบ้าน โดยนายวีระพงศ์ ไชยเพิ่ม รองผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ตัวแทนจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย นิคมอุตสาหกรรมผาแดง และผู้ประกอบการ 5 บริษัทเข้าร่วมรับฟังและตอบข้อซักถาม

นายวีระพงศ์ เปิดเผยว่า ปัญหาของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดกับชุมชนรอบโรงงาน เริ่มเกิดปัญหามาตั้งแต่ปี 2540 ที่มีปัญหาเรื่องกลิ่นจากอุตสาหกรรม และต้องใช้เวลาเกือบ 5 ปีในการจัดการ กระทั่งปี 2548 ก็เกิดปัญหาเรื่องวิกฤติภัยแล้งขึ้น ทำให้เกิดข้อขัดแย้งและการแย่งใช้น้ำ ระหว่างอุตสาหกรรมกับชาวบ้าน และปัจจุบันเกิดปัญหาสาร อินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศ (วีโอซี) เกินมาตรฐานตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน จนนำมาสู่การตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายมาแก้ปัญหา โดยเฉพาะประเด็นการฟ้องร้องต่อศาล และมีคำตัดสินให้ 65 โครงการจาก 76 โครงการในเขตอุตสาหกรรม ที่ส่วนใหญ่อยู่ในนิคมอาร์ไอแอล และนิคมเอเชีย ตะวันออกต้องระงับตามคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ กนอ.จะเชิญผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกใบอนุญาตโครงการมารับฟังการปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในวันที่ 8 ธ.ค.นี้

รองผู้ว่า กนอ. ยังกล่าวว่า สำหรับการแก้ปัญหามลพิษที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะปัญหาการระเหยของสารวีโอซี ได้ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดตามสารวีโอซีในบรรยากาศจากแหล่งกำเนิด ซึ่งในช่วงปี 2551 ที่เกิดปัญหา พบมีการรั่วมากถึง 600 จุด แต่ขณะนี้จัดการปัญหาได้เกือบหมดแล้ว ส่วนการประเมินศักยภาพการรองรับมลพิษในเขตมาบตาพุด ขณะนี้ได้เก็บข้อมูลอุตุนิยมฯและคุณภาพอากาศเกือบครบ 1 ปีแล้ว คาดว่าจะสรุปผลได้ในช่วงเดือน ม.ค. 2553 และจะนำเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติต่อไป

นายวีระพงศ์ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันในช่วงปี 2550 ทางคณะกรรมการศึกษาหาความสัมพันธ์ของสารมลพิษกับปัญหาทางด้านสุขภาพของชาวบ้าน ก็ได้ว่าจ้างให้นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดำเนินการอยู่ อย่างไรก็ดีจากการดำเนินการตามแผนลดและขจัดมลพิษระหว่างปี 2550-2554 โดยเฉพาะก๊าซซัล เฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซไนโตรเจนได ออกไซด์ มีแนวโน้มลดลงตามลำดับ จากความร่วมมือของผู้ประกอบการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมนายอานันท์ได้ซักถามถึงเรื่องก๊าซบิวเทน-วัน รั่วไหล เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา ขณะนายอานันท์และคณะกรรมการลงพื้นที่ โดย นายวีระพงศ์ได้รายงานให้ทราบ พร้อมชี้แจงว่าได้ส่งข้อมูลรายงานมายังนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด กับ กนอ.แล้ว และหลังเกิดเหตุสั่งการให้เรือลำดังกล่าวถอนสมอ ออกจากฝั่งประมาณ 10 กม. ทันที เพื่อให้ซ่อมแซมและมีการตรวจวัดคุณภาพอากาศ แต่ไม่ได้ประกาศแจ้งเตือนชาวบ้าน เพราะกว่ากระบวนการรายงานตามขั้นตอนจะแล้วเสร็จก็ปาเข้าไปเวลา 17.00 น. หรือราว 5 โมงเย็น จนมีรายงานว่ามีชาวบ้านที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุล้มป่วย 17 ราย โดยในช่วงเช้าวันที่ 6 ธ.ค. ได้เดินทางไปเยี่ยมแล้ว และได้รับรายงานว่ามีชาวบ้านทยอยเข้ารับการรักษาในรพ.อีกจำนวนหนึ่ง จึงได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลพร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด และจะเดินทางไปเยี่ยมเป็นการส่วนตัวในโอกาสต่อไป

หลังนายอานันท์รับฟังรายงานและการชี้แจงก็มีสีหน้าไม่พอใจ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า กนอ. มีศักยภาพในการควบคุมนิคมและโรงงานในนิคมได้หรือไม่ เพราะขนาดก๊าซรั่ว ซึ่งถือเป็นเหตุฉุกเฉิน แต่ยังใช้ระบบราชการ ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามไม่ทันกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน ถือเป็นอีกครั้งที่เสริมภาพลักษณ์ในทางที่ไม่ดีของ กนอ.กับชุมชน ในฐานะที่มาลงพื้นที่ฟังแล้วรู้สึกเป็นห่วงมาก ๆ และหนักใจมากกับ ปัญหาในพื้นที่

"ถ้าดูจากเอกสารที่แต่ละโรงงาน ได้รายงานผลการแก้ปัญหามลพิษในพื้นที่ก็ ดูสวยดี และบอกว่าแก้ได้ แต่ในทางปฏิบัติ ยังไม่ดี ขาดประสิทธิภาพ และทำให้ภาพลักษณ์การบริหารงานของกนอ.ที่ไม่ดีอยู่แล้วแย่กันใหญ่จากการคุยกับคนบางกลุ่มเป็นการ ภายในและส่วนตัว ส่วนใหญ่บอกถึงเรื่องในแง่ไม่ดีของ กนอ. กับโรงงาน ตรงนี้อยาก ฝากว่าการดำเนินธุรกิจซีเอสอาร์ หรือความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ ไม่ใช่แค่การสร้างภาพลักษณ์ ไม่ใช่การขายของเท่านั้น กระทรวงทรัพยากรฯ มีการให้ข้อมูลว่ามีอิทธิพลการเมืองแทรกแซง และการตั้งรับกับปัญหาในพื้นที่บางเรื่องยังแค่เริ่มเตรียมการ คงไม่ทันกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น" นายอานันท์กล่าวตำหนิอย่างตรงไปตรงมา

ขณะที่ นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงกำลังเข้ามาประเมินศักยภาพการรองรับของแหล่งน้ำในเขตภาคตะวันออก เนื่องจากมี การร้องเรียนเรื่องการแย่งกันใช้น้ำระหว่างอุตสาหกรรมกับชุมชน และกำลังศึกษาผลกระทบของวีโอซีในแหล่งน้ำใต้ดินด้วย


หาแหล่งก๊าซรั่ว"มาบตาพุด"ไม่เจอ ตรวจซ้ำ"โรงปุ๋ยแห่งชาติ-บ่อบำบัดน้ำเสีย"

--------------------------------------------------------------------------------
วันที่ 16 ธ.ค. 2552
หนังสือพิมพ์มติชน

ก๊าซ"มาบตาพุด"รั่วเป็นปริศนา จนท.ตรวจทั้งนอก-ในนิคมฯไม่พบสิ่งผิดปกติ ให้กนอ.จัดชุดร่วมกรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสากรรม ตำรวจ ตัวแทนชาวบ้านตรวจซ้ำโรงปุ๋ยแห่งชาติ บ่อบำบัดน้ำเสีย สงสัยเป็นต้นเหตุให้เกิดกลิ่น

นายสยุมพร ลิ่มไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ประชุมร่วมกับ พล.ต.ต.สุวิระ ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (รอง ผบช.ภ.2) พล.ต.ต.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.) ระยอง นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เพื่อหารือผลการตรวจสอบกลิ่นก๊าซที่รั่วไหลใกล้โรงไฟฟ้าโกลว์ ถนนไอ 5 นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมืองระยอง เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านมีอาการเจ็บป่วย รวม 6 คน โดยประชุมที่ห้องประชุม กนอ.มาบตาพุด อ.เมืองระยอง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่า จากการตรวจสอบยังไม่พบว่าก๊าซรั่วจากที่ใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมดังกล่าวใช้เวลา 2 ชั่วโมง โดยปิดห้องประชุมไม่ให้สื่อมวลชนเข้าฟัง ทั้งนี้ คณะเจ้าหน้าที่ชุดตรวจกลิ่นก๊าซ เป็นผู้รายงานผลการตรวจสอบโรงงาน ทั้งในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและนอกเขตนิคมฯ รวมทั้งสิ้น 17 แห่ง

นายสยุมพรแถลงถึงผลการประชุมว่า เจ้าหน้าที่ชุดตรวจสอบโรงงานที่อยู่ในนิคมฯ และชุดตรวจสอบของอุตสาหกรรม จ.ระยอง ที่ตรวจโรงงานนอกนิคมฯ ผลการตรวจสอบรวมทั้งสิ้น 17 โรง เป็นการตรวจสอบระบบการทำงานในวันเกิดเหตุก๊าซรั่วไหลว่ามีการทำงานระบบเผาทิ้ง ระบบน้ำเสีย จุดเก็บสารเคมี และการซ่อมบำรุง ปรากฏว่าไม่พบสิ่งผิดปกติ

"สิ่งที่พบในบางจุดที่อาจจะต้องตรวจสอบซ้ำโดยละเอียดอีกครั้งว่า เป็นสาเหตุให้เกิดมลพิษหรือไม่ เช่น โรงปุ๋ยแห่งชาติกำลังตัดโครงสร้างเหล็ก หรือระบบบำบัดน้ำเสียบางแห่งที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็น ชุดตรวจสอบซ้ำจะเป็นชุดของ กนอ.กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้แทนชุมชน" นายสยุมพรกล่าว

นายสยุมพรกล่าวว่า การป้องกันในการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ภาคประชาชนต้องการให้จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง มีอุปกรณ์การตรวจวัดก๊าซอุปกรณ์สื่อสาร รวมทั้งบุคลากรจากหลายฝ่าย และเป็นที่น่ายินดีที่ฝ่ายโรงงานให้ความร่วมมือจัดรถเคลื่อนที่ออกตรวจการเริ่มปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม

"หลังเกิดเหตุการณ์ขึ้นมา ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่แต่มีความยากลำบาก ต่อไปนี้จะมุ่งป้องกันเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม" นายสยุมพรกล่าว

ด้านนายวีรพงศ์กล่าวว่า การตรวจสอบโรงงานนั้น วิเคราะห์สาเหตุทางเทคนิคแล้วยังไม่มีข้อบ่งชี้สิ่งผิดปกติ อย่างไรก็ตาม จะสอบสวนรายละเอียดเพิ่มเติมอีก 2-3 แห่ง คาดว่ามีประเด็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นที่เกิดขึ้น รวมทั้งประเด็นในส่วนที่เป็นทางด้านเทคนิคเกี่ยวกับทางด้านภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศของพื้นที่ กระบวนการทำให้เกิดปรากฏการณ์อากาศกดต่ำลง การระบายก๊าซจากปล่องโรงงานไฟฟ้าอาจเกิดปัญหาถูกกดอยู่ในพื้นดิน นี่เป็นอีกประเด็นทางด้านเทคนิค ทางการนิคมฯจะเชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อมูลการศึกษาประกอบด้วย

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ วันที่ 16 ธันวาคมนี้ จะมีการหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าโครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่ถูกศาลปกครองกลางมีคำสั่งระงับจำนวน 65 โครงการ ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นจากการหารือสถานะโครงการพบว่า มีโครงการที่ซ้ำกันอยู่ 3 โครงการ จึงเหลือเพียง 62 โครงการ แยกเป็น 1.ประกอบกิจการแล้ว 8 โครงการ เงินลงทุน 29,439 ล้านบาท 2.อยู่ระหว่างก่อสร้าง 29 โครงการ วงเงินลงทุน 180,871 ล้านบาท 3.ยื่นคำขออนุญาตและอยู่ระหว่างรอ 18 โครงการ วงเงินลงทุน 26,673 ล้านบาท 4.ยังไม่ยื่นขอคำร้องและไม่ทราบสถานะ 7 โครงการ วงเงินลงทุน 13,121 ล้านบาท รวมวงเงินลงทุนทั้งสิ้น 250,104 ล้านบาท แบ่งเป็นผลกระทบด้านเศรษฐกิจ เงินลงทุน 142,205 ล้านบาท ผลกระทบต่อเนื่อง สัญญาผู้รับจ้าง 45,492 ล้านบาท ค่าปรับที่เกี่ยวข้อง 2,792 ล้านบาท และจำนวนคนว่างงาน 15,101 ล้านบาท

แหล่งข่าวกล่าวว่า นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้เตรียมข้อมูลเพื่อรายงานโครงการที่เกี่ยวข้อง มี 7 โครงการ แบ่งเป็นโครงการที่ได้รับการยกเว้นการคุ้มครองจากศาลปกครองกลาง 3 โครงการ และโครงการที่ต้องดำเนินงานตามมาตรา 67 (2) จำนวน 4 โครงการ ทั้งนี้โครงการที่ถูกระงับของกระทรวงพลังงานจะเกิดผลกระทบทำให้ขาดแคลนก๊าซแอลพีจี และเกิดการว่างงาน 12,000 คน และคนว่างงานทางอ้อม 36,000 คน นอกจากนี้จะมีผลกระทบด้านการตกลงระหว่างประเทศ เรื่องสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติจากการระงับโครงการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีปลายน้ำไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากวัตถุดิบในการผลิต ตลอดจนไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามสัญญามูลค่าสูญเสียกว่า 2.6 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวกล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการประชุมครม.เศรษฐกิจได้ประเมินว่า โครงการที่ถูกระงับส่วนใหญ่อยู่ในช่วงก่อสร้าง ทั้ง กนอ. และ กรอ. รวม 29 โครงการ วงเงิน 180,817 ล้านบาท ซึ่งจะมีผลกระทบต่อภาระการลงทุนของประเทศและความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ และมีผลกระทบต่อแรงงาน 15,000 คน

Digital image processing

Digital image processing


Digital image processing คือ การประมวลผลภาพ เป็นการประยุกต์ใช้งานการประมวลผลสัญญาณบนสัญญาณ 2 มิติ เช่น ภาพนิ่ง (ภาพถ่าย) หรือภาพวีดิทัศน์(วีดิโอ) และยังรวมถึงสัญญาณ 2 มิติอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาพด้วยแนวความคิดและเทคนิค ในการประมวลผลสัญญาณ สำหรับสัญญาณ 1 มิตินั้น สามารถปรับมาใช้กับภาพได้ไม่ยาก แต่นอกเหนือจาก เทคนิคจากการประมวลผลสัญญาณแล้ว การประมวลผลภาพก็มีเทคนิคและแนวความคิดที่เฉพาะ (เช่น connectivity และ rotation invariance) ซึ่งจะมีความหมายกับสัญญาณ 2 มิติเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามเทคนิคบางอย่าง จากการประมวลผลสัญญาณใน 1 มิติ จะค่อนข้างซับซ้อนเมื่อนำมาใช้กับ 2 มิติ เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว การประมวลผลภาพนั้น จะอยู่ในรูปของการประมวลผลสัญญาณแอนะล็อก (analog) โดยใช้อุปกรณ์ปรับแต่งแสง (optics) ซึ่งวิธีเหล่านั้นก็ไม่ได้หายสาบสูญ หรือเลิกใช้ไป ยังมีใช้เป็นส่วนสำคัญ สำหรับการประยุกต์ใช้งานบางอย่าง เช่น ฮอโลกราฟี (holography) แต่เนื่องจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ราคาถูกลง และเร็วขึ้นมาก การประมวลผลภาพดิจิทัล (digital image processing) จึงได้รับความนิยมมากกว่า เพราะการประมวลผลที่ทำได้ซับซ้อนขึ้น แม่นยำ และง่ายในการลงมือปฏิบัติ

(By...千羽久美子)

ข้อมูลจากการสำรวจระยะไกล (Remote Sensing)

ข้อมูลจากการสำรวจระยะไกล (Remote Sensing)
การสำรวจระยะไกลเป็นการสำรวจจากระยะไกล โดยเครื่องมือวัดไม่มีการสัมผัสกับสิ่งที่ต้องการตรวจวัดโดยตรง กระทำการสำรวจโดยให้เครื่องวัดอยู่ห่างจากสิ่งที่ต้องการตรวจวัด โดยอาจติดตั้งเครื่องวัดเช่น กล้องถ่ายภาพ ไว้ยังที่สูง บนบอลลูน บนเครื่องบิน ยาวอวกาศ หรือดาวเทียม แล้วอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ หรือสะท้อนมาจากสิ่งที่ต้องการสำรวจเป็นสื่อในการวัด การสำรวจโดยใช้วิธีนี้เป็นการเก็บข้อมูลที่ได้ข้อมูลจำนวนมาก ในบริเวณกว้างกว่าการสำรวจภาพสนาม จากการใช้เครื่องมือสำรวจระยะไกล โดยเครื่องมือสำรวจไม่จำเป็นที่ต้องสัมผัสกับวัตถุตัวอย่าง เช่น เครื่องบินสำรวจเพื่อถ่ายภาพในระยะไกล การใช้ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรทำการเก็บข้อมูลพื้นผิวโลกในระยะไกล จากภาพเป็นการแสดงภาพถ่ายทางอากาศบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทำการซ้อนทับกับข้อมูลขอบเขตอาคารและการใช้ประโยชน์ของที่ดิน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่างข้อมูลระยะไกลกับข้อมูลภาคสนามแล้วจะเห็นได้ว่า ข้อมูลจากการสำรวจระยะไกลจะให้รายละเอียดของข้อมูลน้อยกว่าการสำรวจภาคสนาม แต่จะให้ชอบเขตของการสำรวจที่กว้างกว่า และข้อมูลที่ได้จะเป็นข้อมูลที่ได้จากการเก็บตัวอย่างเพียงครั้งเดียว เมื่อกล่าวถึงเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล มีองค์ประกอบที่จะต้องพิจารณาคือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเป็นสื่อที่ใช้เชื่อมระหว่างเครื่องวัด กับวัตถุที่ต้องการสำรวจ
เครื่องมือวัด ซึ่งเป็นตัวกำหนดช่วงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่จะใช้ในการตรวจวัด ตลอดจนรูปลักษณะของข้อมูลที่จะตรวจวัดได้ ยานที่ใช้ติดตั้งเครื่องมือวัด ซึ่งเป็นตัวกำหนดระยะระหว่างเครื่องมือวัด กับสิ่งที่ต้องการวัด ขอบเขตพื้นที่ที่เครื่องมือวัดสามารถครอบคลุมได้ และช่วงเวลาในการตรวจวัด การแปลความหมายของข้อมูลที่ได้จากการวัด อันเป็นกระบวนการในการแปลงข้อมูลความเข้ม และรูปแบบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่วัดได้ ออกเป็นข้อมูลที่ต้องการสำรวจวัดอีกต่อหนึ่งซึ่งจะกล่าวในบทถัดไป
(By...千羽久美子)

วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ทฤษฎีทำเลที่ตั้ง


ทฤษฎีทำเลที่ตั้ง (อังกฤษ: Location theory) เป็นทฤษฎีว่าด้วยทำเลที่ตั้งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นส่วนของภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ (economic geography) ภูมิภาควิทยา (regional science) และ เศรษฐศาสตร์เชิงพื้นที่ (spatial economics) ทฤษฎีทำเลที่ตั้งอธิบายถึงเหตุผลที่ว่าเหตุใดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเฉพาะประเภทหนึ่งจึงไปตั้งอยู่เฉพาะ ณ ที่แห่งหนึ่ง เช่นเดียวกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาค - ทฤษฎีทำเลที่ตั้งอาศัยสมมุติฐานที่ว่าผู้ประกอบการทั้งที่เป็นบริษัทและบุคคลทำไปก็เพื่อประโยชน์ของตนเองจึงได้เลือกทำเลที่ตั้งที่จะทำให้เกิดผลกำไรมากที่สุด คือการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค

มีหลายคนที่ควรได้รับการยกย่องในการให้กำเนิดทฤษฎีนี้ (เช่น ริชาร์ด แคนทิลลอน, Etienne Bonnot de Condillac, เดวิด ฮูม, เซอร์เจมส์ สจวต, และเดวิด ริคาโด) แต่เมื่อจนกระทั่ง โจฮันน์ ไฮน์ริช วอน ทูเนน (Johann Heinrich von Thünen) ได้ตีพิมพ์หนังสือ Der Isolierte Staat เล่มแรกขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2369 จึงจะนับได้ว่าทฤษฎีทำเลที่ตั้งได้เริ่มมีตัวตนชัดเจนขึ้น[1] [2] ความจริงแล้ว วอลเตอร์ ไอสาร์ด (Walter Isard) นักภูมิภาควิทยา (regional scientist) ได้ยกย่องให้ทูเนนว่าเป็น “บิดาแห่งนักทฤษฎีทำเลที่ตั้ง”[3] ในหนังสือเล่มดังกล่าว ทูเนนให้ข้อสังเกตว่าค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าเป็นตัวการที่ทำให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจตาม ทฤษฎีของริคาโด ลดลง ทูเนนให้ข้อสังเกตอีกด้วยว่า เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขนส่งและผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจที่มีความผันแปรไปตามประเภทของสินค้า ตามประเภทการใช้ที่ดินและความเข้มในการใช้การขนส่งนี่เองเกิดจากระยะทางของแหล่งผลิตสินค้ากับตลาด

ความเป็นเจ้าผู้ครองตลาดหลายชนิดสินค้าของเยอรมันดูเหมือนจะเป็นผลจากทฤษฎีทำเลที่ตั้งนับแต่สมัยของฟอนทูเนนไปถึงสมัยของหนังสือเรื่อง Die Zentralen Orte in Sűddeutschland ของวอลเตอร์ คริสทัลเลอร์ซึ่งตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2476 ที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งเรารู้จักในชื่อ “ทฤษฎีทำเลกลาง” (central place theory) อีกแนวหนึ่งที่มีส่วนมากได้แก่หนังสือของ อัลเฟรด เวเบอร์ ชื่อ Über den Standort der Industrien ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2452[4] โดยปรับแนวคิดของกรอบทางกายภาพคล้ายความคิด Varignon frame ของ Pierre Varignon โดยเวเบอร์ประยุกต์อัตราค่าขนส่งวัตถุดิบและสินค้าไปพร้อมกับการผลิตสินค้าที่สำเร็จแล้วพัฒนาให้เป็นขั้นตอนวิธีที่ใช้ในการบ่งชี้ว่าตำแหน่งที่ตั้งที่เหมาะสมที่สุดของแหล่งผลิตควรอยู่ที่ใด นอกจากนี้ยังบ่งบอกถึงความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากแรงงานที่เกาะกลุ่มและกระจาย จากนั้นเวเบอร์จึงอภิปรายถึงการรวมกลุ่มของหน่วยการผลิตโดยอาศัยการคาดการณ์แหล่งตลาด

คาร์ล วิลเฮม เฟรดริช ลุนฮาร์ต (Carl Wilhelm Friedrich Launhardt Launhardt) มีส่วนให้แนวคิดนี้แก่เวเบอร์ผู้ได้รับการยกย่องเป็นอย่างมากก่อนงานตีพิมพ์ของเวเบอร์ นอกจากนี้ความคิดของลุนฮาร์ตยังมีความเป็นสมัยใหม่ในเชิงของการวิเคราะห์มากกว่าของเวบเบอร์เสียอีก ซึ่งชี้ให้เห็นว่าลุนฮาร์ตก้าวหน้าเกินสมัยทำให้ไม่มีผู้ในร่วมสมัยเข้าใจผลงานของตนมากนัก ไม่เป็นที่ชัดแจ้งว่าเวเบอร์รู้เรื่องงานของลุนฮาร์ตมากน้อยเพียงใด เป็นที่แน่ชัดว่าเวเบอร์ได้รับอิทธิพลจากคนอื่นๆ โดยเฉพาะจากวิลเฮล์ม รอชเชอร์ (Wilhelm Roscher) และอัลเบิร์ต แชฟเฟิล (Albert Schäffle) ซึ่งดูเหมือนจะได้เคยอ่านงานของเวเบอร์มาก่อน แต่อย่างก็ดี การแพร่หลายของทฤษฎีทำเลที่ตั้งที่อย่างเป็นที่รู้จักกันมากนั้น ได้เกิดขึ้นหลังการตีพิมพ์ผลงานของเวเบอร์

โจฮันน์ ไฮน์ริช ฟอน ทูเนน (Johann Heinrich von Thunen)
เป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19 เขาเป็นบุคคลแรกที่พัฒนาแบบจำลองการใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งเป็นแบบจำลองเชิงวิเคราะห์ขั้นพื้นฐานที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างตลาด การผลิต และระยะทาง และเขาเป็นอีกคนหนึ่งที่บุกเบิกแนวคิดเรื่องหน่วยท้าย ผลงานชิ้นสำคัญที่สุดของเขาคือ "Der isoliierte Staat"