วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day)

วันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day)



วันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day) เป็นวันฉลองการเก็บเกี่ยวที่เดิมเป็นการแสดงความขอบคุณต่อพระเจ้าเมื่อสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว ขณะที่ที่มาเดิมมาจากเทศกาลที่เกี่ยวกับคริสต์ศาสนาแต่ในปัจจุบันวันขอบคุณพระเจ้าเป็นเพียงวันหยุดที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาที่ฉลองกันในสหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดา ในสหรัฐอเมริกา วันขอบคุณพระเจ้าจะตรงกับวันพฤหัสบดีที่สี่ของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ในขณะที่ในประเทศแคนาดาจะตรงกับวันจันทร์ที่สองของเดือนตุลาคม ประเพณีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากการอพยพของชาวยุโรปมาที่ทวีปอเมริกาเหนือ ถึงแม้ว่าประเพณีนี้เป็นประเพณีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์ที่ฉลองกันโดยบุคคลในทวีปอเมริกาทั้งที่เป็นคริสต์ศาสนิกชนและอื่นๆ แต่เป็นการฉลองที่มีที่มาที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของการตั้งถิ่นฐานในทวีปอเมริกาเหนือ ฉะนั้นเทศกาลนี้จึงไม่มีการฉลองกันในทวีปยุโรปหรือประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์อื่นๆ

ในวันขอบคุณพระเจ้านี้ชาวอเมริกันจะใช้เวลาอยู่ร่วมกับครอบครัวและรับประทานอาหารมื้อใหญ่ด้วยกัน โดยอาหารที่นิยมรับประทานจนเป็นประเพณีคือไก่งวง และนอกจากนี้ในเมืองนิวยอร์กจะมีขบวนพาเหรดที่มีชื่อเสียงจัดโดยห้างสรรพสินค้า เมซีส์ ในชื่อ เมซีส์เดย์พาเหรด (Macy's Day Parade)


ครบรอบวันเกิด 160 ปี โรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน Robert Louis Stevenson 's birthday

ครบรอบวันเกิด 160 ปี โรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน Robert Louis Stevenson 's birthday


13 พฤศจิกายน ครบรอบวันเกิด 160 ปี ของ โรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน
(1850-1895) นักเขียนชาวสก็อต ผู้ประพันธ์วรรณคดีสำหรับเด็กซึ่งเป็นงานระดับคลาสสิกหลายชิ้น จบการศึกษาด้านวิศวกรรมและกฎหมาย แต่มีความสนใจด้านวรรณคดีมาตั้งแต่เด็กๆ และได้หันมาจับงานเขียนอย่างจริงจัง จนกลายเป็นนักประพันธ์ระดับแนวหน้า เขามีชื่อเสียงจากเรื่องแนวตื่นเต้นผจญภัย เช่นเรื่อง Treasure Island (เกาะมหาสมบัติ) และ The Strange case of Dr. JekyII and Mr. Hyde เขาสามารถเขียนเรื่องได้หลายแนวทั้งเรื่องท่องเที่ยว ชีวประวัติ เรื่องสั้น และบทกวีสำหรับเด็ก

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Narcissus นาร์ซิสซัส ดอกไม้ประจำเดือนธันวาคม

Narcissus นาร์ซิสซัส ดอกไม้ประจำเดือนธันวาคม



เดือนสุดท้ายของปีย่างเข้ามาแล้ว เดือนแห่งการเฉลิมฉลองและวันหยุดตามเทศกาลธันวาคมมีดอกไม้ชื่อ นาร์ซิสซัส เป็นดอกไม้ของคนที่เกิดเดือนนี้ค่ะดอกไม้ชนิดนี้ลักษณะคล้ายกับดอกไม้ที่ชื่อแดฟโฟดิลและดอกไม้ที่ชื่อว่าฌองควิล(สเปน)ที่เป็นดอกไม้ของคนที่เกิดเดือนมีนาคม(ลักษณะของเหมือนคล้ายกันคือเป็นพืชล้มลุกมีลักษณะของดอกผอมแคบและยาว หนังสือบางเล่มบอกว่าเป็นดอกชนิดเดียวกันแต่มีชื่อต่างกันและ มีสีเหลืองเหมือนกันอีกด้วย) ชื่อนาร์ซิสซัส มาจากภาษากรีกที่เรียกชื่อว่า นาร์ซิสโซ แปลว่าเอาชนะการลุ่มหลงมึนเมาได้และเชื่อกันว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับเฮเดส (Hades)จากยมโลก

ลักษณะคล้ายกับดอกไม้ที่ชื่อแดฟโฟดิลและดอกไม้ที่ชื่อว่าฌองควิล(สเปน)ที่เป็นดอกไม้ของคนที่เกิดเดือนมีนาคม(ลักษณะของเหมือนคล้ายกันคือเป็นพืชล้มลุกมีลักษณะของดอกผอมแคบและยาว หนังสือบางเล่มบอกว่าเป็นดอกชนิดเดียวกันแต่มีชื่อต่างกันและ มีสีเหลืองเหมือนกันอีกด้วย) ชื่อนาร์ซิสซัส มาจากภาษากรีกที่เรียกชื่อว่า นาร์ซิสโซ แปลว่าเอาชนะการลุ่มหลงมึนเมาได้และเชื่อกันว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับเฮเดส (Hades)จากยมโลก



นี่เป็นรูปของนางไม้ที่ชื่อเอคโค(ที่แปลว่าเสียงสะท้อน)

กับนาร์ซิสซัส ที่กำลังชะโงกเหนือลำธารเพื่อชมโฉมของตัวเอง

ชื่อของดอกไม้นาร์ซิสโซยังเกี่ยวกับเรื่องของเทพเจ้ากรีกอีกด้วย ในยุคนั้นมีชายหนุ่มรูปงามมากเป็นกึ่งมนุษย์กึ่งเทพมีชื่อว่านาร์ซิสซัส เนื่องจากความที่มีความหล่อเหลามากมีแต่คนหลงรักทั้งเทพเจ้าด้วยกัน มนุษย์ นางพรายต่างๆ แต่เขาไม่ได้รักใครเลยนอกจากตัวเองตอนนั้นมีนางพรายคนหนึ่งชื่อว่านาง เอคโค่ได้มาหลงรักแต่นาร์ซิสซัสไม่ได้สนใจ นางพราย เอคโคเสียใจมากหนีเข้าไปอยู่ในถ้ำจนตรอมใจตาย นาร์ซิสซัสก็ไม่สนใจค่ะ วันๆได้แต่นั่งอยู่ข้างๆแหล่งน้ำเพื่อชะโงกดูเงาตัวเอง อยู่มาวันหนึ่งคงจะชะโงกดูเงาตัวเองในลำธารเพลินไปหน่อยเลยตกลงไปในน้ำและจมน้ำตาย เทพเจ้ากรีกเลยเสกให้บริเวณที่เขาจมน้ำมีดอกไม้ชนิดหนึ่งขึ้นบริเวณนั้นเพื่อเป็นการระลึกถึง ดอกไม้นั้นเลยได้ชื่อว่า นาร์ซิสซัส

เจ้าดอกไม้นาร์ซิสซัสยังมีความหมายเกี่ยวกับความตายและการเกิดใหม่อีกด้วยเพราะว่าสาวสวยนางหนึ่งชือ เพอร์เซโพเน่กำลังเก็บดอกไม้นี้ขณะที่ เฮเดส เจ้าแห่งยมโลกมาขโมยตัวของเธอเอาไปเป็นภรรยาที่ยมโลกทำให้เกิดการโศกเศร้ากันอย่างมากมายโดยเฉพาะแม่ของนางเพอร์เซโพเน่ร่ำไห้จน เฮเดสทนไม่ไหวจนยินยอมให้เธอกลับมาบนโลกในระยะเวลาสั้นๆคือช่วงฤดูไบไม้ผลิจนถึงฤดูไบไม้ร่วง ช่วงนี้เองค่ะที่ดอกแดฟโฟดิลหรือดอกนาร์ซิสซัสจะออกดอกชูช่อสว่างไสวไปตามท้องทุ่งและริมน้ำและจะออกดอกและบานก่อนดอกไม้ชนิดอื่นค่ะ ดอกนาร์ซิสซัสนี้ยังใช้ในงานพิธีศพของชาวอียิปต์โดยจะนำดอกไม้นี้ไปวางที่ริมฝีปาก ดวงตาทั้งสองข้างและจมูกของฟาโรห์ก่อนที่จะนำไปฝังหรือก่อนทำเป็นมัมมี่ แม้แต่ศาสนาคริสต์ก็ถือว่าดอกไม้นี้เป็นหมายของความตายและการฟื้นจากความตายของพระคริสต์ค่ะ

แต่ถ้าเป็นสมัยโบราญยุควิคตอเรียนถ้ามีคนส่งช่อดอกไม้ที่มีเจ้านาร์ซิสซัสแซมอยู่ด้วยจะแปลว่าส่งความระลึกถึงและอยากจะสารสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นและเต็มไปด้วยความเสน่หาค่ะแต่ในปัจจุบันถ้าส่งช่อดอกไม้ที่มีดอกนาร์ซิสซัส แดฟโฟดิลหรือจองควิลไปให้ใครจะมีความหมายว่าเพื่อระลึกถึงชีวิตหลังความตาย ความหวัง การเกิดใหม่และการมีชีวิตอมตะหรืออาจจะมีความหมายส่วนตัวว่าให้ความรัก ความหวังที่จะกลับคืนมาเหมือนเดิมค่ะ/

วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553

Raster / Vector และ Pixel

Vector Graphic
ภาพแบบเวกเตอร์จะต่างจากภาพแบบบิตแมป ซึ่งคุณจะได้พบกับภาพแบบนี้บนโปรแกรม สำหรับวาดภาพเช่น Adobe Illustrator,Macromedia Freehand ภาพแบบเวกเตอร์จะประกอบด้วย เส้นสาย ลวดลายต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นจากการคำนวณทางคณิตศาสตร์ของลักษณะทางเรขาคณิตเพื่อ สร้างรูปทรงต่าง ๆ ที่คุณเห็น ซึ่งเรียกว่าเวกเตอร์ (vectors)ข้อดีของภาพแบบเวกเตอร์ที่มีเหนือภาพแบบบิตแมป คือ คุณสามารถเคลื่อนย้าย ปรับขนาด เปลี่ยนสี รูปทรง โดยไม่สูญเสียคุณภาพของภาพ เพราะภาพแบบเวกเตอร์ เป็นภาพที่ไม่ขึ้นกับ ความละเอียด นั่นคือสามารถปรับขนาดและพิมพ์ที่ความละเอียดใด ๆ โดยไม่สูญเสียรายละเอียด และคุณภาพ ดังนั้นภาพแบบเวกเตอร์จึงเหมาะกับภาพลายเส้นต่าง ๆ เช่น ตัวอักษร โลโก้
ภาพแบบบิตแมป หรือที่เรียกกันว่าแบบราสเตอร์ (raster) ภาพแบบบิตแมปนี้จะใช้ กริดของตารางเล็ก ๆ ที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “พิกเซล” (pixel) สำหรับแสดงภาพ แต่ละพิกเซลก็จะมีค่าของตำแหน่งและค่าสีของตัวเอง ด้วยเหตุที่พิกเซลมีขนาดเล็กเราจึงเห็นว่าภาพ มีความละเอียดสวยงามไม่มีลักษณะของกรอบสี่เหลี่ยมให้เห็น แต่ถ้าเราขยายขนาดของภาพ ก็จะเห็นกรอบเล็ก ๆ หรือพิกเซลที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นภาพ ดังนั้นนเมื่องคุณทำงานกับภาพแบบมิตแมป จึงเป็นทำงานกับพิกเซลเล็ก ๆ ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นภาพ ไม่ใช่วัตถุหรือรูปทรงที่เห็น ภาพแบบบิตแมปเป็นภาพที่ขึ้นอยู่กับความละเอียด (resolution)นั่นคือ มีจำนวนพิกเซลที่แน่นอนในการแสดงภาพ
Pixel
พิกเซล (Pixel) เป็นการผสมผสานของคำว่า “Picture” และ “element” คือหน่วย พื้นฐานของภาพ ภาพบิตแมปทุก ๆ ภาพประกอบขึ้นด้วยพิกเซล แต่ละพิกเซลจะมีลักษณะ เป็นรูปสี่เหลี่ยมที่เก็บข้อมูลของสีโดยถูกกำหนตำแหน่งไว้บนเส้นกริดของแนวแกน x และ y ในลักษณะคล้ายแผนที่ (map) นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่าบิตแมป (bitmap) เช่น พิกเซลของ ภาพ 8 บิต จะเก็บข้อมูลของสี 8 บิต ที่จอภาพจะใช้ในการแสดงผล ดังนั้นภาพภาพหนึ่งจึงประกอบด้วยพิกเซลเล็ก ๆ จำนวนมาก ซึ่งคุณสามารถมองเห็นได้เมื่อ ขยายภาพให้มีขนาดใหญ่ขึ้น จำนวนของพิกเซล

การเน้นภาพเชิงพื้นที่ (Spatial enhancement or Spatial and Directional Filtering )

การเน้นภาพเชิงพื้นที่จะปรับเปลี่ยนค่าของจุดภาพนั้นๆ ตามค่าของจุดภาพที่อยู่โดยรอบ (Surrounding pixels) สำหรับ
การปรับเน้นคุณภาพของข้อมูลภาพวิธีนี้ เป็นเทคนิคที่จะกรองข้อมูลโดยอาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า “Convolution
filtering” ซึ่งจะใช้หน้าต่างกรอง (Kernel) ในลักษณะ 2 มิติ โดยเลื่อนหน้าต่างให้ตารางที่อยู่ศูนย์กลางวิ่งผ่านทีละจุดภาพ (pixel)
แล้วแทนค่าจุดภาพนั้นๆ ด้วยค่าเฉลี่ยหรือกรรมวิธีทางคณิตศาสตร์อื่นๆ ของบรรดาจุดภาพข้างเคียงภายในหน้าต่างกรอง ซึ่งมีด้วย
กันหลายวิธี สำหรับในบทปฏิบัติการนี้จะกล่าวเฉพาะวิธีพื้นฐาน คือ Low Pass Filtering และ High-Pass Filtering
(1) Low Pass Filtering (LPF)
Low Pass Filtering เป็นการเน้นภาพเชิงพื้นที่ ด้วยการลดระดับความถี่เชิงพื้นที่ของข้อมูลภาพ
(Spatial frequency) ทำให้ภาพที่ได้ใหม่มีลักษณะเรียบ (Smooth) หรือพร่ามัว (Blur) มากขึ้น หลักการของเทคนิคการเน้นภาพ
แบบนี้ จะทำการคำนวณระดับค่าสีเทาของแต่ละจุดภาพด้วยการหาค่าเฉลี่ย (Average) ของระดับค่าสีเทาเดิมรอบจุดภาพนั้น ด้วย
จำนวน n x m จุดภาพ ค่า n และ m จะต้องเป็นเลขคี่เสมอ เช่น 3 x 3, 5 x 5, หรือ 7 x 7 เป็นต้น ขนาด n x m เรียกว่า
Kernel หรือ BOXCAR ในกรณีที่หน้าต่างกรองมีขนาดเล็กไม่สามารถทำให้ภาพเรียบ อาจเลือกใช้หน้าต่างกรองที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
มา แต่จะเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการสูญเสียรายละเอียดของข้อมูลจริงในภาพขึ้นด้วย
(2) High Pass Filtering (HPF)
High-Pass Filtering เป็นเทคนิคที่ใช้เน้นข้อมูลภาพบริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เช่น
เส้นขอบอ่างเก็บน้ำ หรือชายฝั่งทะเล วิธีปฏิบัติคือจะทำการกรองภาพให้เรียบก่อนโดยทำ Low pass filtering (LPF) แล้วนำค่า
ระดับสีเทาที่ได้ในแต่ละจุดภาพของ LPF ไปลบออกจากค่าความเข้มของข้อมูลภาพเดิม (original data) จะได้ภาพใหม่อีกภาพ
หนึ่งที่แสดงผลต่าง ซึ่งจะใช้ภาพที่แสดงผลต่างที่ได้นี้เป็นส่วนของการเน้นภาพ โดยบวกกลับเข้าไปในภาพเดิม ทำให้ได้ภาพที่มีการ
เน้นขอบ (Edge enhancement) ที่ชัดเจนขึ้น

การยืดภาพเพื่อเน้นความชัดเจน (Contrast Enhancement or Contrast stretching)

สำหรับเทคนิคการยืดค่าระดับสีเทานี้สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ
(1) Linear Contrast Stretch เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการปรับระดับค่าสีเทา (gray scale level) หรือค่า
ความสว่างให้มากขึ้น ด้วยการขยายพิสัย (Range) ของระดับค่าสีเทาของข้อมูลเดิมให้มีค่ามากยิ่งขึ้นจนเต็มช่วง 0-255 โดยใช้
กราฟปรับเทียบ (lookup table) ที่มีลักษณะเป็นเส้นตรง เช่น เทคนิค Standard deviation linear contrast stretch,
Minimum-Maximum contrast stretch หรือ Data scaling เป็นต้น
(2) Non-Linear Contrast Stretch เป็นการยืดระดับค่าสีเทาของข้อมูลภาพ โดยใช้ความสัมพันธ์ที่ไม่
ใช่ลักษณะเชิงเส้นตรง จุดประสงค์ในการใช้วิธีนี้คือ พยายามเปลี่ยนการกระจายข้อมูลที่ไม่ปกติให้เป็นแบบปกติและปรับจำนวนจุด
ภาพในแต่ละค่าความเข้มให้มีจำนวนใกล้เคียงกัน ซึ่งเทคนิคแบบนี้เรียกว่า “Histogram equalization stretching” หรือการยืด
ภาพตามความถี่ของข้อมูล นอกจากนี้การยืดข้อมูลภาพแบบ Non Linear Contrast Stretch ยังมีเทคนิคแบบอื่นๆ อีก เช่น
Histogram normalization, Logarithmic, Exponential, หรือ Gaussian เป็นต้น
(3) Piecewise Contrast Stretch เป็นการเลือกยืดระดับค่าสีเทาของข้อมูลภาพเป็นช่วงที่เฉพาะเจาะจง
(Specific portion of data) โดยแต่ละช่วงอาจจะกำหนดพิสัยของการยืดแตกต่างกันไป หลักการคือ พิสัยของระดับค่าสีเทาของ
ข้อมูลเดิมที่ต้องการขยายนั้น จะถูกแบ่งออกเป็นหลายๆ ช่วง และในแต่ละช่วงจะขยายให้เป็นค่าใดๆ ก็ได้ตามต้องการ แต่ต้องต่อ
เนื่องกันไปจนตลอดช่วง 0-255
สำหรับเทคนิคการปรับเน้นภาพโดยวิธีการยืดข้อมูลภาพ อาจจะมีนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น เช่น Histogram
Matching, Threshold, Gamma, Constant Value, Invert หรือ Brightness and Contrast เป็นต้น นอกจากนี้การปรับเน้น
ภาพโดยเทคนิคการยืดระดับค่าสีเทาของข้อมูลภาพนี้ ผู้ใช้สามารถที่จะทำการกำหนดหรือสร้างกราฟปรับเทียบ (lookup table) เอง
ได้โดยให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการด้วยการใช้เครื่องมือ “Break Point Editor” ของโปรแกรม ERDAS IMAGINE

Image Enhancement

Image Enhancement คือ กระบวนการปรับปรุงภาพให้ดีขึ้นเพื่อประโยชน์การแปลภาพด้วยการมองด้วยตา (Visual Interpretation) โดยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อภาพ สามารถแบ่งได้เป็น 2 domains: Spatial Domain และ Frequency Domain
Noise คือ การแปรปรวนโดยไม่ได้คาดหวังของความเข้มของแสง (Gray Scale) ของภาพ
Histogram คือ กราฟแสดงการกระจายของความเข้มของแสง (Gray Scale) ของภาพในทางสถิติ การกระจายข้อมูลของ Histogram ที่สมบูรณ์ควรเป็นรูประฆังคว่ำที่มีสมมาตรของการกระจายแบบปกติ (Normal Distribution)ดังนั้น สิ่งแรกในการทำ Image Enhancement คือ การตรวจสอบ Histogram ของ Image นั้นๆ

การประมวลผลสัญญาณดิจิทัล

การประมวลผลสัญญาณดิจิทัล หรือ ที่เรียกกันติดปากสั้น ๆ ว่า ดีเอสพี (DSP - digital signal processing) เป็นการศึกษาการประมวลผลสัญญาณที่อยู่ในรูปดิจิทัล (digital)โดยทั่วๆ ไป การประมวลผลสัญญาณ อาจแบ่งได้ตาม:
1.รูปแบบของตัวแทนสัญญาณ : การประมวลผลสัญญาณดิจิทัล (digital signal processing) และ การประมวลผลสัญญาณแอนะล็อก (analog signal processing)
2.คุณสมบัติของสัญญาณ : การประมวลผลสัญญาณไม่สุ่ม (deterministic signal processing) และ การประมวลผลสัญญาณสุ่ม (stochastic/statistical signal processing)
3.ลักษณะการประมวลสัญญาณ : เชิงเส้น (linear signal processing) และ ไม่เป็นเชิงเส้น (nonlinear signal processing)
4.อื่นๆ ที่แบ่งตามคุณลักษณะเฉพาะของสัญญาณ หรือ ลักษณะเฉพาะของการประมวลผล เช่น adaptive signal processing, mutlirate/multiresolution signal processing, chaotic signal processing ฯลฯ
ดีเอสพีนี้อาจแบ่งออกได้เป็นในส่วนของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ หรือตามการประยุกต์เป็น การประมวลผลสัญญาณเสียง (audio signal processing) การประมวลผลภาพดิจิทัล (digital image processing) และ การประมวลผลคำพูด (speech processing)

ถึงแม้ว่าในดีเอสพีนั้น สัญญาณที่เราพิจารณากันจะเป็นดิจิทัล แต่โดยทั่วไปสัญญาณเหล่านี้จากแหล่งกำเนิด จะอยู่ในรูปเดิมที่เป็นแอนะล็อก การได้มาซึ่งสัญญาณดิจิทัลซึ่งเป็นตัวแทนสัญญาณแอนะล็อกที่เราสนใจนี้ จะต้องผ่านกระบวนการแปลงสัญญาณแอนะล็อกเป็นดิจิทัล (Analog-to-Digital Conversion - ADC) หรือการดิจิไทซ์ (digitization) ซึ่งประกอบด้วยการสุ่มตัวอย่าง (sampling) (อย่าสับสนกับคำว่า สุ่ม ที่มาจาก random หรือ stochastic) และการควอนไทซ์ (quantization) ให้อยู่ในรูปดิจิทัลก่อนที่จะทำการประมวลผลต่อไป

วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2553

โมเสคภาพ(Mosaic)และตกแต่งภาพ

โมเสคภาพ(Mosaic)และตกแต่งภาพ
การเชื่อมต่อข้อมูลภาพ (Mosaic) เป็นการเชื่อมต่อหรือซ้อนภาพหลายภาพเข้าด้วยกันเพื่อรวมกันเป็นภาพเดียว ซึ่งจะทำให้ภาพที่ได้ใหม่มีขนาดของข้อมูลใหญ่ขึ้น กระบวนการในการเชื่อมต่อข้อมูลภาพนี้เรียกว่า Mosaic ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้สร้างภาพเพียงภาพเดียวจากข้อมูลดาวเทียมในบริเวณที่ติดกันหรือใกล้เคียงกันหลายๆ ภาพการทำ Mosaic จะได้ภาพใหม่ที่มีการลดหรือขจัดความแตกต่างระหว่างภาพในส่วนที่มีการซ้อนทับกัน (Overlap) ในบริเวณรอยต่อของทั้งสองภาพ เพื่อไม่ให้มีความเข้มระดับสีเทาที่แตกต่างกันมากนัก สำหรับข้อมูลภาพที่จะนำมา mosaic ข้อมูลภาพทั้ง 2 จะต้องมีขนาดของจุดภาพ (Pixel size) เท่ากัน และระบบตำแหน่งพิกัดของภาพเหมือนกันหลังจากที่มีการปรับแก้ทางเรขาคณิตแล้ว ขึ้นตอนในการ mosaic หลังจากที่นำภาพทั้ง 2 ซ้อนทับเข้าด้วยกัน บริเวณที่ซ้อนทับกันของภาพ (overlap) จะต้องมีการกำหนดตำแหน่งพิกัดใหม่โดยใช้จุดควบคุมทางภาคพื้นดิน (GCPs) เพื่อให้แต่ละจุดภาพมีการปรับแก้ทางตำแหน่งตรงกันจากนั้นจะทำการกำจัดจุดภาพที่ซ้ำซ้อน (Duplicate pixel) ที่อยู่ภายในบริเวณ overlap ของภาพทั้ง 2 ออกไปให้เหลือเพียงจุดภาพชุดเดียว แล้วทำการยืดค่าความคมชัดที่เหมาะสมกับจุดภาพทั้งหมดของข้อมูลภาพทั้งสองให้พร้อมกัน เพื่อให้ได้ภาพใหม่มีที่ระดับความเข้มที่สม่ำเสมอตลอดทั้งภาพ

การสร้างแบบจำลองค่าระดับความสูงภูมิประเทศ(Digital Terrain Model:DTM)

การสร้างแบบจำลองค่าระดับความสูงภูมิประเทศ(Digital Terrain Model:DTM)
การสร้างแบบจำลองความสูง (Digital Terrain Model : DTM Extraction)เป็นกระบวนการสร้างแบบจำลองความสูงที่ได้จากการขยายจุดบังคับภาพถ่ายทางอากาศโดยแบบจำลองความสูงที่ได้นี้จะเป็นความสูงของพื้นผิวทางกายภาพของพื้นที่ซึ่งรวมถึงสิ่งปกคลุมพื้นผิวทางกายภาพของโลก (Digital Terrain) ซึ่งได้แก่ บ้าน อาคาร ต้นไม้ ป่าไม้ ดังนั้นความสูงที่ได้จึงยังไม่ใช่ความสูงที่ได้จากสภาพพื้นผิวจริงๆของโลก จึงจำเป็นที่จะต้องมีการปรับแก้เพื่อให้ได้ความสูงจริงของพื้นผิวโดยการ ปรับแก้แบบจำลองความสูง (DEM Editing) โดยใช้แบบจำลองคู่ภาพสามมิติ ( 3D Stereo) เพื่อทำการกำจัดความสูงของสิ่งปกคลุมดังกล่าวออกไปจากแบบจำลองเพื่อให้ได้แบบจำลองความสูง(Digital Elevation Model) จึงจะสารมารถนำเอาผลที่ได้จากการปรับแก้แบบจำลองแล้วไปสร้างเป็นเส้นชั้นความสูง (Contour line)

จุดควบคุมภาพถ่ายภาคพื้นดิน (Ground Control Point)

จุดควบคุมภาพถ่ายภาคพื้นดิน (Ground Control Point) เป็นจุดบังคับภาพถ่ายที่เห็นเด่นชัดบนภาพถ่ายและชี้ชัดได้บนภาคพื้นดิน มีค่าพิกัดในทั้งสามมิติ มีการไปรังวัดในสนามด้วยเครื่องมือและวิธีการที่ให้ความละเอียดถูกต้องสูงในระดับที่สามารถนำมาควบคุมงานข่ายสามเหลี่ยมทางอากาศ จุดผ่าน (Pass Point) จุดควบคุมภาพถ่ายภาคพื้นดินที่มีการชี้ชัดตำแหน่งบนภาพถ่าย แต่ไม่จำเป็นต้องลงไปค้นหาและรังวัดค่าพิกัดในสนาม ปรากฏบนภาพถ่ายอย่างน้อยสองรูปขึ้นไป ตำแหน่งอยู่บนส่วนซ้อนด้านหน้าของภาพถ่ายทางอากาศ หรืออยู่ในส่วนซ้อนที่อยู่ในแนวบิน จุดโยงยึด (Tie Point) คุณสมบัติและบทบาทในการคำนวณปรับแก้เช่นเดียวกับจุดผ่านทุกประการ

การวางจัดวางภาพภายนอก (Exterior orientation)

การวางจัดวางภาพภายนอก (Exterior orientation)/การปรับภายนอก/การปรับสัมบูรณ์ (Exterior or Absolute orientation)เป็นการปรับที่ปรับระยะห่างฐานดวงตาอย่างถูกต้องให้สอดคล้องกับฐานรูปถ่ายและมาตราส่วนของรูปถ่าย โดยการปรับระดับ ( Levelling ) แบบจำลองสามมิติให้หมุนรอบแกน X ( ด้วย ω ) หมุนรอบแกน Y ( ด้วย φ) และการเลื่อนตามแนวแกน Z ( Z translation / κ) ด้วยจุดควบคุมรูปถ่ายที่ทราบค่าพิกัดทางราบและทางดิ่งอย่างน้อย 3 จุด กล่าวโดยสรุปการปรับสัมบูรณ์ใช้พารามิเตอร์ 7 ตัว คือ การขยาย / หดมาตราส่วน 1 ตัว เมทริกซ์การหมุนรอบแกนทั้งสามของแบบจำลอง 3 ตัว และการเลื่อนตามแนวแกน 3 ตัว มีพารามิเตอร์การปรับภายนอก 6 ตัวแปร (Xo, Yo, Zo , ω, φ ,κ) จุดเปิดถ่าย 3 การเอียงรอบแกน 3

การรังวัดตำแหน่งจุดดัชนีขอบภาพ (Fiducial marks)

การวัดค่าการวางตัวภายในของจุดดัชนี(Interior orientation)ครบทั้ง 8 จุด ทั้งสามภาพแล้วทำการตรวจค่า RMSE(Root Mean Square Error)โดยอย่าให้เกิน 10 ไมคอน ถ้าเกินต้องทำการปรับแก้จุดดัชนีที่ได้ทำการวัดไปให้ดีขึ้นค่า RMSerror สามารถบอกได้ว่า จุดควบคุมภาคพื้นดินมีตำแหน่งพิกัดใกล้เคียงกับพิกัดอ้างอิงเพียงใด (มีหน่วยเป็นจุดภาพ) โดยทั่วไปค่า RMSerror ที่ยอมรับได้จะมีค่าบวกหรือลบไม่เกิน 1 จุดภาพ ถ้าค่า RMSerror มีค่าสูงแสดงว่าความคลาดเคลื่อนทางตำแหน่งมีมาก อย่างไรก็ตามการกำหนดจุด GCP ในตำแหน่งใหม่ที่เหมาะสมสามารถที่จะเพิ่มความถูกต้องของการแปลงค่าพิกัดได้

การจัดภาพภายใน (Interior orientation )

การจัดภาพภายใน (Interior orientation )
เป็นการจัดวางข้อมูลภาพให้มีความสัมพันธ์กันในทิศทางแนวบิน เหมือนอยู่ในสภาวะเดียวกันกับเครื่องบินขณะบินถ่ายภาพ โดยใช้ข้อมูลกล้องถ่ายภาพ(Camera Calibration) ได้แก่ ค่าความยาวโฟกัส (focal length) ค่าพิกัดของจุดดัชนีขอบภาพ (fiducial marks) และค่าพิกัดจุดมุขยสำคัญ (principal point) โดยผู้ปฏิบัติจะเป็นคนหมายตำแหน่งจุดดัชนีขอบภาพแล้วทำการตรวจสอบความคลาดเคลื่อนในการวางตำแหน่งกับข้อมูลที่ได้ป้อนไว้ว่าอยู่ในเกณท์ที่กำหนดหรือไม่
การวัดค่าการวางตัวภายในของจุดดัชนี(Interior orientation)ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนทิศทางการวางตัวของแนว X Y ของภาพตามเอกสารของการวัดสอบค่ากล้องก่อนทำการวัดจุดดัชนี และทำการวัดจุดดัชนีให้ครบทั้ง 8 จุด ทั้งสามภาพแล้วทำการตรวจค่า RMSE(Root Mean Square Error)โดยอย่าให้เกิน 10 ไมคอน ถ้าเกินต้องทำการปรับแก้จุดดัชนีที่ได้ทำการวัดไปให้ดีขึ้น ในปัจจุบันนี้กล้องถ่ายรูปทางอากาศจะมีเครื่องหมายดัชนี (Fiducial marks) 8 ตำแหน่ง(Fours of mid-side frames and fours of corner frames) และความยาวโฟกัสที่ผ่านการสอบเทียบ(Calibration focal length) บอกให้ผู้ใช้ทราบการลงตำแหน่งพิกัด (Registration) ของเครื่องหมายดัชนี4 หรือ 8 ตำแหน่ง พร้อมกับนำพิกัดที่ผ่านการสอบเทียบของตำแหน่งเครื่องหมายดัชนีมาแปลงเป็นค่าพิกัด

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ข่ายสามเหลี่ยมทางอากาศ(Aerial Triangulation)

ในโครงการผลิตแผนที่ด้วยเทคนิคของโฟโตแกรมเมตรีนั้น จะต้องอาศัยค่าพิกัดจากหมุดหลักฐานภาคพื้นดินเป็นจำนวนมากในลักษณะข่ายงานที่ครอบคลุมพื้นที่ของโครงการ การสร้างหมุดหลักฐานด้วยการสำรวจรังวัดภาคพื้นดินนั้นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายและสิ้นเปลืองบุคลากรและเวลามากโดยเฉพาะเมื่อพื้นที่ของโครงการมีขนาดใหญ่และเข้าถึงอย่างยากลำบากหรือไม่อาจเข้าไปรังวัดในพื้นที่ได้ ในปัจจุบันนี้กรรมวิธีของโฟโตแกรมเมตรีจึงเป็นเทคนิคใหม่ที่เข้ามาแทนที่การสำรวจรังวัดแบบดั้งเดิม (Conventional ground survey) เพื่อให้ค่าใช้จ่ายในการออกสำรวจภาคสนามมีรายจ่ายน้อยที่สุด ดังนั้นเทคนิคของการสามเหลี่ยมจากรูปถ่ายทางอากาศ (Aerial Triangulation) จึงเป็นตัวแปรที่สำคัญที่มีส่วนช่วยให้การผลิตแผนที่ด้วยเทคนิคของโฟโตแกรมเมตรีใช้งบประมาณอย่างประหยัด(Economic feasibility) ถ้าปราศจากการสามเหลี่ยมจากรูปถ่ายทางอากาศแบบจำลองสามมิติทุกแบบจำลองจะต้องใช้ค่าพิกัดทางราบจำนวน 2 หมุด ค่าพิกัดทางดิ่งจำนวน 3 หมุด และพิกัดหมุดตรวจสอบอีก 1 หมุด ซึ่งค่าพิกัดเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากและดำเนินการโดยการสำรวจรังวัดภาคพื้นดิน
การสามเหลี่ยมจากรูปถ่ายทางอากาศ
การสามเหลี่ยมจากรูปถ่ายทางอากาศเป็นกรรมวิธีการขยายเพิ่มค่าพิกัดทางดิ่งและทางราบ
ภาคพื้นดินโดยการรังวัดตำแหน่งของจุดควบคุมรูปถ่ายในพื้นที่ที่มีส่วนเหลื่อมของรูปถ่ายทางอากาศ
กรรมวิธีของการสามเหลี่ยมจากรูปถ่ายทางอากาศสามารถจำแนกโดยพิจารณาจากรูปแบบ
การปรับแก้ (Adjustment) ได้ 3 วิธี คือ
1) การปรับแก้แบบพหุนามหรือวิธีต่อลำดับ (Polynomial or Sequential)
2) การปรับแก้แบบจำลองอิสระ (Independent Model)
3) การปรับแก้แบบลำแสง (Bundle)

การปรับแก้แบบพหุนาม / วิธีต่อลำดับ
การปรับแก้แบบพหุนาม (Polynomial หรือที่เรียกว่า Sequential) ได้ถูกพัฒนาโดยสภาวิจัยแห่งชาติแคนาดา แบบจำลองนี้เรียกว่า “การปรับแก้ของ SCHUT” โดยใช้พหุนามคงแบบ(Conformal polynomial) สำหรับการแยกการปรับแก้ค่าพิกัดทางราบ และค่าพิกัดทางดิ่ง แบบจำลองนี้สามารถแปลงพิกัดแถบ (Strip coordinates) ให้เป็นค่าพิกัดทางราบและทางดิ่งภาคพื้นดินได้ในแต่ละแนวบิน (ภาพ 1.7) หรือใช้ค่าพิกัดของจุดโยงยึด (Tie points) ทำการปรับแก้ค่าพิกัดในลักษณะบล็อกแบบพหุนามได้ (Polynomial block adjustment) นอกจากนี้โปรแกรมที่นิยมใช้นอกเหนือจากSCHUT ได้แก่ STRIM

การสามเหลี่ยมจากรูปถ่ายทางอากาศ (Aerial Triangulation) เป็นกรรมวิธีที่ช่วยเพิ่มจำนวนจุดควบคุมรูปถ่ายทางอากาศทางราบและทางดิ่งจากการวัดพิกัดของจุดต่างๆที่อยู่ภายในบริเวณส่วนเหลื่อมของรูปถ่ายทางอากาศ งานข่ายฯจำแนกออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้
1.การเตรียมงาน ( Preparation )
2.การปฏิบัติงานและการวัด ( Execution )
3.การปรับแก้ ( Adjustment )
4. การพิจารณาผลการปรับแก้ ( Determination of Adjusted Coordinates )
จุดที่ใช้สำหรับปรับแก้การสามเหลี่ยมจากรูปถ่ายทางอากาศ
จุดที่ใช้กับการปรับแก้การสามเหลี่ยมจากรูปถ่ายทางอากาศ ได้แก่
1) จุดควบคุมพิกัดทางราบและทางดิ่งภาคพื้นดินที่มองเห็นชัดบนรูปถ่ายและในภูมิประเทศ
ที่รับสัญญานจีพีเอสได้ดี จุดเหล่านี้สามารถใช้การมองภาพสามมิติด้วยกล้องมองภาพ
สามมิติชนิดกระจกและแท่งแพรัลแลกซ์ (Parallax bar) เข้าช่วยเพื่อพิจารณาตำแหน่ง
วางหมุดให้มีมุมกั้นฟ้า (Mask angle) น้อยกว่า 15 องศา (Chanlikit, 1995)
2) จุดปีก (Wing points ) ที่ทำมุมตั้งฉากกับเส้นฐานรูปถ่าย (Photobase) ในบริเวณจุด
มุขยสำคัญไปหาขอบรูปถ่ายเป็นระยะ 9 – 11 เซนติเมตร
3) จุดผ่าน (Pass Points) ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับจุดมุขยสำคัญ
4) จุดโยงยึด (Tie points) ที่อยู่บริเวณส่วนเหลื่อมด้านข้างของแนวบินสองแนว
5) จุดศูนย์กลางการฉายภาพ (Projection centers) ที่ใช้วัดเพื่อการปรับแก้แบบจำลอง
อิสระ

การสุ่มตัวอย่างซ้ำ (Resampling)

การสุ่มตัวอย่างซ้ำ หรือ Resampling เป็นกระบวนการปรับแก้ค่าระดับสีเทาหรือเป็นการสร้างข้อมูลภาพใหม่
หลังจากการแก้ไขด้านตำแหน่งของข้อมูลดาวเทียมแล้ว ขนาดและตำแหน่งของจุดภาพจะเปลี่ยนแปลงไป จึงต้องปรับค่าระดับสีเทา
ของข้อมูลใหม่โดยการ Resampling Interpolation เพื่อให้ได้ค่าระดับค่าสีเทาที่สอดคล้องกับตำแหน่งที่เปลี่ยนแปลง
วิธี Resampling หรือการสร้างจุดภาพใหม่ ขนาดของจุดภาพ (Pixel size) ใหม่อาจจะมีขนาดเท่าเดิมหรือเปลี่ยนแปลงก็ได้ ทั้งนี้
ขึ้นกับการกำหนดของผู้ใช้ สำหรับการแทนค่าตัวเลขลงในจุดภาพใหม่มี 3 วิธี คือ
(1) Nearest neighbor substitution เป็นวิธีแทนด้วยค่าระดับสีเทาของจุดภาพเดิมที่อยู่ใกล้ที่สุดกับจุด
ภาพที่ทำการสุ่มตัวอย่างซ้ำ วิธีนี้ค่อนข้างง่ายและใช้เวลาในการคำนวณน้อย แต่ให้ความถูกต้องไม่สูงนัก
(2) Bilinear interpolation เป็นการหาความสัมพันธ์เชิงเส้นคู่ โดยการสมมุติให้ค่าความต่างระหว่างจุด
ภาพเดิม 4 จุดภาพ
(3) Cubic convolution ค่อนข้างจะซับซ้อนและใช้เวลาในการประมวลผลนานกว่า 2 วิธีแรก จะใช้ค่า
ระดับสีเทาของจุดภาพที่อยู่ใกล้ชิดกับจุดภาพที่จะทำการสุ่มตัวอย่างซ้ำจำนวน 9 หรือ 16 จุดภาพในการ
คำนวณค่าใหม่ วิธีนี้จะสร้างความสัมพันธ์ในลักษณะโพลีโนเมียลระดับสูง (มากกว่า 1st order)
ในการดำเนินการในลักษณะนี้ข้อมูลจะได้ระบบการกรองหรือเฉลี่ยให้เรียบขึ้นตามปริมาณจุดภาพเดิมที่ใช้ ซึ่งใน
กรณีที่ผู้ใช้จะต้องทำการปรับภาพให้คมชัด (Sharp) ก็อาจจะเลือกใช้วิธี Nearest neighbor substitution แล้วจึงทำการปรับภาพ
ให้เรียบด้วยซอฟต์แวร์ในภายหลัง ซึ่งจะง่ายและประหยัดเวลามาก สำหรับวิธี Bilinear interpolation ภาพใหม่ที่ได้จะมีเนื้อภาพ
เรียบ (Smooth) แต่จะใช้เวลาในการคำนวณนานกว่าวิธีวิธี Nearest neighbor ในขณะที่วิธี Cubic convolution จะให้ภาพที่มี
ลักษณะเนื้อภาพคมชัดขึ้น (ภาพที่ 6.13) แต่จะใช้เวลาในการคำนวณนานกว่า 2 วิธีแรก และค่าระดับสีเทาที่ได้ในแต่ละจุดภาพอาจ
จะแตกต่างไปจากจุดภาพเดิมมาก เพราะได้จากการคำนวณของจุดภาพข้างเคียง อย่างไรก็ดีในการที่จะเลือกวิธีการสร้างจุดภาพใหม่
ด้วยวิธีใดจะขึ้นกับการวินิจฉัยของผู้ใช้เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน


วิธี Nearest neighbor





















วิธี Bilinear interpolation















วิธี Cubic convolution

การแปลงค่าพิกัด (Co-ordinate transformation)

กระบวนการ Transformation หรือการคำนวณและทดสอบเมตริกแปลง เป็นกระบวนการดึงภาพที่บิดเบือน
ให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องและใกล้เคียงความเป็นจริง โดยมีจุด GCP ที่เลือกไว้เป็นจุดตรึงตำแหน่งต่างๆ ในขั้นตอนนี้จะคำนวณค่า
จากจุดควบคุมทางภาคพื้นดินที่กำหนดลงไปบนภาพ ผลการคำนวณจะระบุค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ย (root mean
square;RMS.) ของแต่ละจุดโดยมีหน่วยเป็นระยะทางระหว่างตำแหน่งของจุดควบคุมทางภาพพื้นดินและจุดควบคุมทางภาคพื้น
ดินที่คำนวณขึ้นใหม่ ค่าความคลาดเคลื่อนจะมีหน่วยเป็นจำนวนจุดภาพ (Pixel) หรือ เป็นเมตร โดยรูปแบบของสมการที่ใช้คำนวณ
ความคลาดเคลื่อน (RMS) มีดังต่อไปนี้
RMS สำหรับแกนราบ X = (SUM (X1-Xorg)2 / (n-k))
RMS สำหรับแกนราบ Y = (SUM (Y1-Yorg)2 / (n-k))
เมื่อ : X1 = ค่าพิกัดแนวราบที่คำนวณได้ในข้อมูลภาพที่ยังไม่ได้ปรับแก้
Y1 = ค่าพิกัดแนวดิ่งที่คำนวณได้ในข้อมูลภาพที่ยังไม่ได้ปรับแก้
Xorg = ค่าพิกัดแนวราบของจุดควบคุมทางภาคพื้นดินในภาพ
Yorg = ค่าพิกัดแนวดิ่งของจุดควบคุมทางภาคพื้นดินในภาพ
n = จำนวนจุดควบคุมทางภาคพื้นดิน
k = ค่า Degree of freedom หรือ จำนวนจุด GCP. ที่ต้องใช้ ซึ่งขึ้นกับรูปแบบของสมการ
ทางคณิตศาสตร์ในการแปลงพิกัด
ค่า RMSerror สามารถบอกได้ว่า จุดควบคุมภาคพื้นดินมีตำแหน่งพิกัดใกล้เคียงกับพิกัดอ้างอิงเพียงใด (มี
หน่วยเป็นจุดภาพ) โดยทั่วไปค่า RMSerror ที่ยอมรับได้จะมีค่าบวกหรือลบไม่เกิน 1 จุดภาพ ถ้าค่า RMSerror มีค่าสูงแสดงว่า
ความคลาดเคลื่อนทางตำแหน่งมีมาก อย่างไรก็ตามการกำหนดจุด GCP ในตำแหน่งใหม่ที่เหมาะสมสามารถที่จะเพิ่มความถูกต้อง
ของการแปลงค่าพิกัดได้

การสำรวจด้วยภาพถ่ายทางอากาศเชิงเลขเพื่อผลิตแผนที่

การสำรวจด้วยภาพถ่ายทางอากาศเชิงเลขเพื่อผลิตแผนที่
Digital Photogrammetry for Map

การสำรวจด้วยภาพถ่ายทางอากาศจะมีการทำงานอยู่ 3 รูปแบบ [1] คือ แบบกระทำด้วยมือ (Analog) แบบใช้เครื่องมือวิเคราะห์ (Analytical) และแบบใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ (Digital) ในกระบวนการทำแผนที่ด้วยภาพถ่ายทางอากาศจำเป็นต้องทราบตำแหน่งของวัตถุต่างๆ บนภาพถ่ายที่สัมพันธ์กับพื้นดินเพื่อให้ตำแหน่งของวัตถุบนภาพมีความถูกต้องสูงและเชื่อถือได้ก่อนนำไปสร้างเป็นแผนที่เชิงเลขที่แสดงผลบนเครื่องคอมพิวเตอร์หรือทำแผนที่จากฟิลม์ อีกทั้งยังสามารถใช้การซ้อนทับระหว่างการถ่ายภาพทางอากาศที่มีค่าร้อยละ 60 ไปสร้างเป็นแผนที่สามมิติได้อีกด้วย ดังนั้นการสำรวจภาพถ่ายทางอากาศเชิงเลขจึงมีขั้นตอนและรายละเอียดที่ซับซ้อนและต้องมีความรู้ในกระบวนการทำงานเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้องสูงเหมาะสมกับการนำไปใช้งาน
กระบวนการสร้างแผนที่จากการสำรวจด้วยภาพถ่ายทางอากาศเชิงเลขจึงมีขั้นตอน 6 ขั้นตอนหลักๆ ดังนี้
1. การวางแผนและกำหนดพื้นที่ถ่ายภาพบริเวณที่ต้องการ
2. ถ่ายภาพและแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของเชิงเลข
3. ปรับแก้ภาพถ่ายให้เป็นภาพถ่ายดิ่งจริง
4. กำหนดแผนที่ฐานและหมุดควบคุมของภูมิประเทศที่ถ่ายภาพ
5. ประมวลผลเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างภาพถ่ายทางอากาศและพื้นดิน
6. สร้างแผนที่และจัดพิมพ์

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

แฟลช (Flash Light)

.........ไฟแฟลชเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งในการถ่ายภาพ ช่วยให้สามารถถ่ายภาพในที่ ๆ มีแสงสว่างน้อย หรือใน เวลากลางคืนให้ได้ภาพชัดเจน มีสีสันถูกต้องตามความเป็นจริง นอกจากนั้นสามารถใช้แฟลชเพื่อถ่ายภาพ และสร้างสรรค์ งานถ่ายภาพให้น่าสนใจ โดยใช้เทคนิคอื่น ๆ มาประกอบด้วย

หากแบ่งประเภทตามลักษณะการทำงานของแฟลชแล้วสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. แฟลชหลอด (Bulb Flash)
2. แฟลชอิเลคโทรนิค (Electronic Flash)


1. แฟลชหลอด (Bulb Flash)




แฟลชหลอด (Bulb Flash)


ประกอบด้วยตัวหลอดที่ทำด้วยแก้วใสบางฉาบด้วยพลาสติคใสสีฟ้าหรือสีน้ำเงินภายในหลอดบรรจุด้วยลวดโลหะพวกอลูมิเนียม (Aluminium) หรือเซอร์โคเนียม (Zirconium) ทำเป็นเส้นเล็ก ๆ มากมาย และมีก๊าซออกซิเจนช่วยในการเผาไหม้ ภายในจะมีใส้หลอด เมื่อใส้หลอดลุกไหม้ถึงที่สุด (Peak) แล้วจะค่อย ๆ ดับลง ซึ่งความสว่าง (Flash Duration) นั้นอยู่ระหว่าง 1/200 ถึง 1/25 วินาที มีจานสะท้อนแสงเป็นตัวสะท้อน และอีกชนิดหนึ่ง เป็นแบบลูกเต๋า (Cube) ภายในบรรจุหลอดเล็ก ๆ 4 หลอดเมื่อหลอดใดทำงานตัวแฟลชจะหมุนไป นอกจากนั้นอาจมีแฟลชที่เรียงลำดับแถว เรียกว่า ฟลิปแฟลช (FlipFlash) อย่างไรก็ตามถ้าหากจะแยกช่วงเวลาของความสว่างเป็นเกณฑ์แล้ว แฟลชหลอดมีอยู่ 4 พวก คือ
1. F (Fast Peak) มีช่วงความสว่างสั้นมากและแรงส่องสว่างค่อนข้างน้อย ความสว่างถึงจุดสูงสุดภายในเวลา 0.005-0.009 วินาที นับจากการกดสวิทช์ ดังนั้นเมื่อใช้ความเร็วกับแฟลชชนิดนี้ สามารถใช้กับความเร็วของชัตเตอร์ได้สูงถึง 1/100 หรือ 1/125 วินาที
2. M (Medium Peak) ให้ความสว่างนานกว่าประเภทแรก และช่วงเวลาในการลุกไหม้ปานกลาง คือ ให้ความสว่างถึงจุดสูงสุดภายในเวลา 00.18-00. 24 วินาที ฉะนั้นใช้ความเร็วชัตเตอร์ได้ไม่เกิน 1/50 ปกติจะใช้ 1/60 วินาที แต่ถ้าหากอยากให้สว่างมากกว่านั้นอาจใช้ 1/30 วินาทีก็ได้
3. S (Slow Peak) ให้ความสว่างถึงจุดสูงสุดภายในเวลา 0.03 วินาที ถือได้ว่าเป็นการลุกไหม้นานที่สุดและให้กำลังส่องสว่างสูงมากเหมาะสำหรับ การใช้กล้องในสตูดิโอ และการใช้เทคนิคในการถ่ายภาพแบบเปิดแฟลช (Open Flash) โดยไม่ต้องต่อสายแฟลชความเร็วชัตเตอร์ที่เหมาะกับแฟลชชนิดนี้ประมาณ ไม่เกิน 1/25 หรือ 1/30 วินาที
4. FP (Focal Plane) ให้แสงในช่วงลุกไหม้อย่างสม่ำเสมอให้ความสว่างถึงขีดสูงสุด ภายในเวลา 0.016-0.018 วินาที เหมาะในการใช้กับกล้องแบบ ม่านชัตเตอร์ใช้ความเร็วชัตเตอร์ได้ 1/60 วินาที

2. แฟลชอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic flase)






แฟลชอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic flase)


ผู้ที่คิดค้นได้สำเร็จ และนำมาใช้เป็นคนแรก คือ ฮาโรลด์ อี เอดเจอร์ตัน (Dr.Harold EEdgerton) กั บผู้ร่วมงานของเขาแห่งสถาบัน MIT เขาให้ชื่อสิ่งประดิษฐ์นี้ว่า Kodatron Speed Lamp แฟลชอิเล็กทรอนิกส์ได้พัฒนามาอย่างรวดเร็วบางชนิดมีตาอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้ควบคุมปริมาณของแสงให้ออกมาพอดีกับระยะการถ่ายภาพได้ซึ่งโอกาสที่จะทำให้ได้แสงไม่พอดีเกือบไม่มีเลยแฟลชอิเล็กทรอนิกส์มีขนาดให้เลือกได้ตามต้องการ และกำลังส่องสว่างแตกต่างกันไป ปกติจะมีอายุการใช้งานเกินกว่า 10,000 ครั้งขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการระวังรักษา แฟลชชนิดนี้จะมีแบตเตอรี่แห้งเป็นตัวจ่ายพลังงาน ให้บรรจุลงในคอนเดนเซอร์ และทำให้แฟลชทำงาน ช่วงเวลาส่องสว่างของแสงสั้นมากประมาณ 1/500 ถึง 1/2000 วินาที
หลอดแฟลชอิเล็กทรอนิกส์ทำด้วยแก้วควอร์ตซ์ (Quartz) ภายในหลอดบรรจุด้วยก๊าซเฉื่อย พวกซีนอน (Xenon) อาร์กอน (Argon) หรือ คริปตอน (Krypton) หรือก๊าซผสมของก๊าซดังกล่าวนั้น ภายในตัวแฟลชมีตัวเก็บประจุ (Capacitor) หรือ (Condenser) ซึ่งจะใช้แรงดันไฟฟ้าประมาณ 500-2,000 โวลท์ ในการอัดประจุเมื่อแฟลชทำงาน ทริกเกอร์อิเลคโทรด (Trigger Elec-trode) ที่อยู่ทั้ง 2 ข้างของหลอดแฟลช จะทำให้เกิดแรงคลื่นไฟฟ้าสูงออกมาผ่านก๊าซเฉื่อย และกระแสจะแตกตัวเป็นไอออน ทำให้คายพลังงานออกมาเป็นแสงส่องสว่างได้ในปริมาณแสง 4,500 ลูเมน - วินาที สำหรับแฟลชอิเล็กทรอนิกส์ขนาดปานกลาง

แฟลชอิเล็กทรอนิกส์ที่นิยมใช้กับกล้อง SLR 35 มม . แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. แฟลชระบบธรรมดา ปกติจะมีขนาดเล็กราคาไม่แพงใช้พลังไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ขนาด 1.5 โวลท์ จำนวน 2 หรือ 4 ก้อนให้ความสว่างพอสมควรใช้ถ่ายภาพ ในระยะห่างมากไม่ค่อยได้ผลนัก ที่ตัวแฟลชจะมีตารางแนะนำขนาดของรูรับแสง โดยตั้งเทียบกับความไวแสงของฟิล์มและระยะห่างในการถ่ายภาพ แฟลชชนิดนี้เหมาะ ในการนำติดตัวไปใช้ในงานที่ไม่ต้องการกำลังไฟฟ้าสว่างมากนัก หรืออาจนำไปใช้เป็นแฟลชประกอบกับแฟลชตัวอื่นได้

2. แฟลชระบบอัตโนมัติ เป็นแฟลชที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน มีหลายชนิดหลายแบบให้เลือกตามต้องการ และตามลักษณะการใช้งานตั้งแต่ ระดับมือสมัครเล่นจนถึงมืออาชีพแฟลชชนิดนี้จะปรับกำลังความสว่างของแสงโดยอัตโนมัติ ให้พอดีกับระยะความห่างของแต่ละช่วง ระยะที่แฟลชกำหนดมาปกติจะ กำหนดมาประมาณ 3-4 ระยะ อาจใช้สีต่าง ๆ แทนช่วงระยะห่างของแต่ละช่วง แฟลชชนิดนี้ทำงานด้วยระบบที่เรียกว่า ไธริสเตอร์ (Thyristor) ซึ่งเป็นเซลล์ไวแสงทำหน้าที่อ่านปริมาณของแสงแฟลชที่ส่งออกไปกระทบกับวัตถุที่ถ่ายแล้ว สะท้อนกลับมายังเซลล์ไวแสง เมื่อปริมาณที่ส่องออกไปพอดี สวิทซ์ภายในระบบไธริสเตอร์ก็จะตัดกระแสไฟที่จ่ายไปยังไส้หลอดไฟแฟลชออกอย่างรวดเร็วโดยอัตโนมัติ จะทำให้ปริมาณแสงที่ส่องออกไปพอดีกับขนาดของรูรับแสง ที่กำหนดไว้และที่ตัวประจุไฟ (Capacitor) ในตัวแฟลชจะมีกำลังไฟสำรองไว้ตลอดเวลา สามารถให้แสงต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็วและมากครั้งกว่าแฟลชระบบธรรมดา นอกจากนั้นแฟลชชนิดนี้ยังมีระบบการให้แสงแบบธรรมดาเหมือนแบบแรกได้ด้วย แฟลชชนิดนี้แบ่งตามขนาดได้ 3 ชนิด คือ


2.1 แฟลชขนาดเล็ก เป็นแฟลชที่มีลักษณะกระทัดรัด ใช้กับแบตเตอรี่ชนิด 1.5 โวลท์ 2 หรือ 4 ก้อน มีระบบอัตโนมัติที่ปรับความสว่างของแสง ให้สัมพันธ์กับขนาดรูรับแสงที่กำหนดได้ประมาณ 2 ระดับ มีไกด์นัมเบอร์เมื่อใช้ระบบธรรมดาระหว่าง 45-90 ต่อระยะเป็นฟุตกับฟิล์มที่มีความไวแสง 100 แฟลช ประเภทนี้ส่วนมากจะใช้เสียบกับฐานแฟลชบนกล้องได้เลยโดยไม่ต่อสายเพราะเป็นระบบปุ่มสัมผัสบนฐาน แฟลช (Hot Shoe) นอกจากนั้นอาจปรับหัวแฟลชให้ หันซ้าย - ขวา ก้มเงย เพื่อการสะท้อนแสงได้ด้วย
2.2 แฟลชขนาดกลาง เป็นแฟลชที่มีลักษณะการใช้งานกว้างขึ้น มีระบบอัตโนมัติปรับความสว่างของแสงให้สัมพันธ์กับขนาดรูรับแสงที่กำหนดได้ ประมาณ 2-4 ระดับบางรุ่นอาจได้ถึง 6 ระดับ ใช้กับแบตเตอรี่ชนิด 1.5 โวลท์ 4 ถึง 6 ก้อน มีไกด์นัมเบอร์เมื่อใช้ระบบธรรมดาระหว่าง 80 -135 ต่อระยะเป็นฟุตกับฟิล์ม ที่มีความไวแสง 100 นอกจากสามารถปรับ ซ้าย - ขวา ก้มเงย หัวแฟลชเพื่อการสะท้อนแสงและมีระบบปุ่มสัมผัสบนฐานแฟลช (Hot Shoe) แล้วยังมีสวิทซ์ที่ปรับเปลี่ยน การใช้กำลังไฟส่องสว่างได้หลายระดับอีกด้วย ซึ่งอาจบอกเป็นสัญญานไฟ ตัวเลขดิจิตอล หรือตารางการเปลี่ยนแปลง และยังสามารถปรับมุมสว่างของแสงให้กว้าง และแคบได้ แฟลชชนิดนี้บางรุ่นยังมีดวงไฟสำหรับให้แสงถึง 2 ดวงในตัวเดียวกัน คือ ดวงใหญ่ที่หัวแฟลช ดวงเล็กที่หน้าแฟลชเพื่อช่วยให้แสงลบเงาได้ภาพที่ดีขึ้น
2.3 แฟลชขนาดใหญ่มีด้ามจับ เป็นแฟลชที่มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากขึ้นมีด้ามจับต่อจากหัวแฟลช เพื่อใช้ยึดติดกับแขนรองรับร่วมกับตัวกล้อง หรืออาจจับ ด้ามถือแยกจากตัวกล้องได้ ความสว่างของแสงแรงกว่า 2 แบบแรก แฟลชประเภทนี้ รุ่นเก่ามีหม้อแบตเตอรี่แยกออกจากหัวแฟลช แต่ปัจจุบันนี้ได้ออกแบบให้อยู่ที่ตัวด้าม จับใช้แบตเตอรี่ขนาด 1.5 โวลท์ ประมาณ 4,6 หรือ 8 ก้อน มีระบบอัตโนมัติที่ปรับความสว่างของแสงให้สัมพันธ์กับขนาดรูรับแสงที่กำหนดได้ 2-6 ระดับมีไกด์นัมเบอร์ เมื่อใช้ระบบธรรมดาระหว่าง 100-190 ต่อระยะเป็นฟุตกับฟิล์มที่มีความไวแสง 100 มีวงจรประหยัดไฟให้แสงได้ต่อเนื่องรวดเร็วทันใจและมากครั้งขึ้น บางรุ่นมีที่ปรับมุมส่องสว่างให้กว้างหรือแคบได้ และปรับหัวแฟลชให้หันซ้าย - ขวา ก้มเงยได้ตามต้องการ และอาจมีอุปกรณ์ประกอบแฟลชมากยิ่งขึ้น

ได้กล่าวไว้ว่าชั้นที่ 2 เป็นชั้นของเยื่อไวแสงที่บันทึกภาพ ถ้าเป็นฟิล์มขาวดำ แต่ถ้าเป็นฟิล์มสีและฟิล์มสไลด์สีจะบันทึกสีต่าง ๆ สามสีด้วยกัน คือสีน้ำเงิน สีเขียวและสีแดงตามวัตถุสีที่ถ่ายนั้น อย่างไรก็ตามวัตถุที่ถ่ายอาจมีสีอื่น ๆ นอกจาก สามสีที่กล่าวมาแล้ว แต่สีต่าง ๆ นั้นก็เป็นการรวบรวมตัวของสีทั้ง 3 เช่น สีไชยัน (Cyan) หรือสีฟ้าก็เป็นการรวมตัวของสีน้ำเงินและสีเขียว สีม่วง หรือสีมาเยนต้า (Magenta) ก็เป็นการรวมตัวของสีน้ำเงินกับสีแดง สีเหลือง (Yellow) ก็เป็นการรวมตัวของสีเขียวและสีแดง ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นทฤษฎีสีของแสง







นอกจากแฟลชอิเล็กทรอนิกส์ระบบอัตโนมัติที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า แฟลชระบบดิดีเคท (Dedicate) นอกจากจะมีระบบเหมือนกับที่กล่าวมาแล้ว ยังมีระบบพิเศษที่ควบคุมการทำงานให้สัมพันธ์กับการทำงานของกล้อง แต่ละรุ่นที่มีระบบการทำงานร่วมกันได้ โดยเมื่อติดแฟลชแล้วกล้องจะปรับความเร็วชัตเตอร์ ให้สัมพันธ์กับไฟแฟลชเอง โดยอัตโนมัติและแสดงสัญญานไฟที่จอภาพหรืออาจมีเสียงสัญญานเตือนเมื่อแฟลชพร้อมที่จะใช้งาน นอกจากนั้นกล้องบางรุ่น ยังมีระบบวัดแสง แฟลชผ่านเลนส์ (Through the Len Auto Flash) ทำงานร่วมกับแฟลช โดยกล้องจะปรับรูรับแสงเอง หรือแฟลชจะปรับการส่องสว่างของแสงเอง โดยอัตโนมัติแฟลชแบบนี้ยังสามารถใช้กับกล้องที่ไม่ทำงานสัมพันธ์กับแฟลชได้อีกด้วย ดังนั้นแฟลชที่จำหน่ายในปัจจุบันจึงนิยมนำระบบ Dedicate เพื่อให้สัมพันธ์กับกล้องบางรุ่นด้วยแต่ก็ยังมีแฟลชที่ไม่สัมพันธ์ในระบบดังกล่าวกับกล้องรุ่นใดเลย หากแต่ใช้เป็นระบบอัตโนมัติและระบบธรรมดาเท่านั้น


การคำนวนหาแฟลชไกด์นัมเบอร์

แฟลชไกด์นัมเบอร์ (Flash Guide Number) หรือแฟลชแฟคเตอร์ (Flash Factor) คือ ตัวเลขนำของแฟลชที่แสดงถึงความสามารถของกำลังส่องสว่างของแฟลชนั้น ๆ และตัวเลขนำนี้มีประโยชน์ ในการใช้คำนวนหาการเปิดขนาดรูรับแสงที่พอดีซึ่งสัมพันธ์กับระยะทางจากไฟแฟลช ถึงวัตถุถ่ายภาพมีสูตรดังนี้

- ไกด์นัมเบอร์ (GN) = ขนาดของรูรับแสง (F-Stop) x ระยะทาง ( ฟุตหรือเมตร ) (Distance) หรือ
- ไกด์นัมเบอร์ (GN) ขนาดรูรับแสง (F-Stop) = ระยะทาง ( ฟุต , เมตร ) (Distance)

โดยปกติบริษัทผู้ผลิตไฟแฟลช จะเป็นผู้กำหนดไกด์นัมเบอร์บอกมาพร้อมกับตัวแฟลช ซึ่งอาจไม่ตรงตามที่บอกนัก ด้วยเหตุผลในการจำหน่าย ซึ่งไกด์นัมเบอร์ที่บอกมานั้นจะบอกว่าสัมพันธ์กับความไวแสงของฟิล์มชนิดใดด้วย เพื่อตรวจสอบให้เกิด ความมั่นใจในคุณภาพของแฟลชเราสามารถทดสอบหาไกด์นัมเบอร์ได้ดังนี้
บรรจุฟิล์มที่มีความไวแสงเท่ากับ ที่บริษัทบอกมาเช่น ISO 100 เสร็จแล้วกำหนดระยะห่างจากแฟลช ถึงวัตถุ ที่ถ่าย เช่น 10 ฟุต ถ่ายภาพโดยการตั้งรูรับแสงหลาย ๆ ขนาดเลือกดูภาพที่เห็นว่าแสงพอดีที่สุดเช่น ภาพที่ถ่ายด้วย รูรับแสง 8 ดังนั้น ไกด์นัมเบอร์ที่ถูกต้องของแฟลชที่ใช้ คือ

GN = F-Stop x Distance
GN = 8 x 10
= 80
เมื่อเราทราบไกด์นัมเบอร์ของแฟลชที่เราใช้อยู่ ความสะดวกสบายในการหาขนาดรูรับแสงก็จะมากขึ้นแน่นอนขึ้น เช่น แฟลชของเรามีไกด์นัมเบอร์ 80 ถ้าถ่ายภาพ ระยะห่างจากแฟลชถึงวัตถุ 20 ฟุต จะใช้ขนาดรูรับแสงเท่าใด เราก็ สามารถหาได้ตามสูตร คือ
GN
F-Stop= .
Distace
80
F-Stop=. 20
= 4

ดังนั้นขนาดของรูรับแสงที่ได้คือ 4 ก็เปิดหน้ากล้อง 4 แล้วดำเนินการถ่ายภาพได้อย่างไรก็ตาม ต้องคำนึงถึงฉากหลังด้วย ถ้ามืดเกินไป หรือไม่มีผนังสะท้อน ของแสงกลับมา ควรเปิดหน้ากล้องมากยิ่งขึ้นและในทางตรงกันข้ามฉากหลังสีขาว หรือสีอ่อนที่สามารถสะท้อนกลับคืนได้อาจจะเปิดหน้ากล้องให้แคบลงอีก

วิธีใช้แฟลชอิเล็กทรอนิกส์ในการถ่ายภาพ และข้อปฏิบัติอื่น ๆ

1. ตั้งค่าความไวแสงของฟิล์มที่ตัวแฟลช โดยการหมุนแว่นวงกลมที่มีตัวเลขบอกค่าความไวแสงของฟิล์มให้ตรงกับเครื่องหมายลูกศรชี้ตามที่แฟลชกำหนด
2. นำสายแฟลชเสียบเข้าที่รูเสียบแฟลชของกล้อง ถ้ากล้องมีสองรูให้เสียบที่รูมีเครื่องหมาย X
3. ตั้งความเร็วชัดเตอร์ของกล้อง ให้ตรงกับที่คู่มือกล้องแนะนำเมื่อใช้แฟลชอาจเป็น 30 60 125 หรือ 250 ซึ่งกล้องบางตัวจะมีเครื่องหมายบอกไว้เช่น X หรือ อื่น ๆ ถ้าไม่ทราบว่ากล้องนั้นสัมพันธ์กับแฟลชที่ความเร็วชัดเตอร์ใดอาจตั้งไว้ที่ 30 หรือ 60 ได้
4. การตั้งขนาดรูรับแสง (F-Stop) ให้ใช้ค่าที่ได้จากตัวแฟลชหรือการคำนวณพิจารณาจากไกด์นัมเบอร์ และระยะทาง หรืออาจใช้เครื่องวัดแสงแฟลชเฉพาะได้ (Flash Light Meter)
5. ปรับระยะชัดหรือเรียกว่าปรับโฟกัสให้ภาพคมชัดไม่พร่ามัว
6. เปิดสวิทซ์ไฟที่แบตเตอรี่ของแฟลชเพื่อให้ไฟชาร์จเข้าหลอดจนกระทั่งมีไฟบอกความพร้อม (Pilot Lamp) ปรากฎขึ้นโดยทั่วไปใช้เวลา 4 ถึง 15 วินาที
7. จัดองค์ประกอบของภาพให้สวยงามตามหลักศิลปะในการถ่ายภาพ
8. กดลั่นไกชัตเตอร์ถ่ายภาพได้อย่างไรก็ตามมีข้อคำนึงในการใช้แฟลชอิเล็กทรอนิกส์ คือ

1. เตรียมแบตเตอรี่ให้พร้อม และเป็นแบตเตอรี่ที่ใหม่สดเสมอ จึงจะให้ภาพที่มีคุณภาพดี แฟลชบางตัวอาจใช้เสียบไฟบ้านได้ ต้องเสียบสายให้พร้อมถ้าต้องการใช้ไฟบ้าน
2. การใช้แฟลชทุกครั้งต้องรอไฟเตือนความพร้อมเสียก่อน มิฉะนั้นความสว่างของแสงที่ส่องออกไปอาจจะไม่สว่างเต็มความสามารถของแฟลช
3. ถ้าถ่ายภาพเสร็จทุกครั้ง ควรปิดสวิทซ์ไฟ เพื่อเป็นการประหยัดกำลังไฟและแบตเตอรี่เมื่อจะถ่ายต่อไปจึงค่อยเปิดสวิทซ์ใหม่
4. ถ้าไม่ใช้งานเป็นเวลานาน ก่อนเก็บแฟลชควรเปิดสวิทซ์ให้ไฟเตือนความพร้อม (Pilot lamp) สว่างขึ้นเสร็จแล้วปิดสวิทซ์ ไม่ควรกดให้แสงวาบ ออกไปทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยการเก็บประจุของ Capacitor หรือ Condensor ให้ทำงานถูกต้องเสมอและเมื่อเก็บไว้นาน ๆ ควรถอดแบตเตอรี่ออกจากตัวแฟลชด้วย หลังจากเก็บไว้เป็นเวลาหลายสัปดาห์ ก่อนใช้งานควรกดแสงวาบออกไปสักหลาย ๆ ครั้งก่อนเพื่อทำให้ Capacitor ทำงานเต็มความสามารถ เรียกวิธีการนี้ว่า รีฟอร์มิ่ง Re-Forming
5. ควรระมัดระวังอย่าให้แฟลชตกกระทบพื้น หรือกระแทกเพราะจะทำให้เสียหายได้

เทคนิคการถ่ายภาพด้วยแฟลช

แฟลชไกด์นัมเบอร์ (Flash Guide Number) หรือแฟลชแฟคเตอร์ (Flash Factor) คือ ตัวเลขนำของแฟลชที่แสดงถึงความสามารถของกำลังส่องสว่างของแฟลชนั้น ๆ และตัวเลขนำนี้มีประโยชน์ ในการใช้คำนวนหาการเปิดขนาดรูรับแสงที่พอดีซึ่งสัมพันธ์กับระยะทางจากไฟแฟลช ถึงวัตถุถ่ายภาพมีสูตรดังนี้

1. การส่องแสงแฟลชทางอ้อม (Indirect Flash) หรืออาจเรียกว่าแฟลชสะท้อน (Bounce Flash) คือ การใช้แสงแฟลชที่สะท้อนจากเพดานกำแพงหรือ แผ่นสะท้อนโดยเฉพาะ เพื่อการถ่ายภาพ ลำแสงที่ตกกระทบเพดานกำแพงหรือแผ่นสะท้อนลงบนวัตถุจะมีลักษณะนุ่มและกระจาย (Diffused Light) ช่วยขจัดเงาดำ หรือแสงที่แข็งกระด้างข้อควรระวังในเรื่องนี้ก็ คือ การตั้งหน้ากล้องหรือขนาดของรูรับแสง ควรเพิ่มให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ประมาณ 2 เอฟ สตอปจากการคำนวนได้ตามวิธีปกติ อย่างไรก็ตามถ้าใช้กระดาษแข็งสีขาวติดบนแฟลชเพื่อสะท้อนแสง กระดาษควรห่างจากแฟลชประมาณ 13 ซม . และตั้งมุมของกระดาษที่จะสามารถสะท้อนแสงให้ตกลงบนวัตถุได้ถูกต้อง แผ่นกระดาษสีขาวยังช่วยสะท้อนแสงแฟลชไปยังดวงตาให้เกิดแววในดวงตาอีกด้วย

2. การลดแสงแฟลชให้นุ่มนวลขึ้น (Diffusing Flash) ในกรณีที่ต้องการลดแสงแฟลชให้นุ่มนวลขึ้นควรใช้แผ่นกรองแสงบังหน้าแฟลชไว้ซึ่งแผ่นกรองแสงนี้ มีลักษณะเป็นพลาสติคใสอาจใช้วัสดุอื่น ๆ แทนได้ เช่น ผ้าเช็ดหน้า กระดาษเช็ดเลนส์ ถุงน่องของสุภาพสตรี เป็นต้น ควรใช้ยางหรือเชือกยึดติดตัวแฟลชให้แข็งแรง การตั้งขนาดรูรับแสงควรเพิ่มให้มีขนาดใหญ่ขึ้นประมาณ 1-2 เอฟสต๊อปจากการคำนวนได้ตามวิธีการปกติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความหนา หรือบางของวัสดุ ที่บังหน้าแฟลช ภาพที่ได้จะมีลักษณะนุ่มนวล เพราะแสงไม่จ้าหรือแข็งเกินไป

3. การใช้แฟลชเสริม (Fill In Flash, Environmental Flash) ในบางครั้งการถ่ายภาพกลางวันขณะที่มีแดดจัด ๆ ทำให้ตาหยี มีเงาดำมากทำให้ ได้ภาพที่ไม่สวยงาม อาจใช้แฟลชช่วยลดเงา หรือเป็นแสงเสริมดวงอาทิตย์ เพื่อลบเงาที่ไม่ต้องการได้ ซึ่งลักษณะนี้ต้องการแสงแฟลชประมาณ ? หรือ ? เท่าของ แสงแฟลชที่ใช้ในยามปกติ การเปิดขนาดรูรับแสงนั้นให้ใช้ขนาดเดียวกันกับที่ถ่ายด้วยแสงแดดอย่างเดียว หากแต่จะต้องคำนวณหาระยะทางที่เป็นที่ตั้งของแฟลช โดยเอาค่าของขนาดรูรับแสงหารด้วยไกด์นัมเบอร์ก็จะเป็นระยะห่างของตำแหน่งของแฟลชหรือของกล้องด้วยเมื่อติดแฟลชไว้บนตัวกล้องลักษณะนี้ แสงอาทิตย์และ แสงแฟลชจะมีความเข้มเท่ากัน ถ้าต้องการภาพสวยงามขึ้น อาจให้แสงอาทิตย์ส่องหลังวัตถุ และแฟลชส่องด้านหน้าจะได้ภาพที่มีความสวยงามนุ่มนวลแปลกตาเพราะ มีแสงสีขาวรอบ ๆ วัตถุด้วย ในกรณีที่ไม่ต้องการให้ความเข้มของแสงของแฟลช เท่ากับแสงดวงอาทิตย์ อาจใช้ผ้าเช็ดหน้าหุ้มหลอดแฟลชช่วยลดความสว่างลงได้

4. การใช้แฟลชโดยไม่ต่อสายเข้ากล้อง Painting With Flash, Open Flash ในกรณีที่ต้องการแสงแฟลชส่องสว่างให้แก่ภาพอย่างทั่วถึงทุกซอกทุกมุม ในเวลาถ่ายภาพกลางคืน หรือฉากที่มีแสงสว่างไม่พอ แต่ฉากนั้นมีความกว้างใหญ่มีพื้นที่มากแสงแฟลชไปไม่ถึง สามารถถ่ายภาพได้โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า การเปิดแฟลชโดยไม่ต่อสายเข้ากล้อง วิธีทำก็ คือเปิดรูรับแสงไว้ที่ B หรือ T (Time Exposure) แล้วฉายแสงแฟลชซ้อนเข้าไปในภาพนั้น ๆ อาจฉายแสงได้มากครั้ง ตามที่ต้องการ โดยที่กล้องต้องผนึกให้แข็งแรงบนขาตั้งและการฉายแสงแฟลชอาจใช้ ฟิลเตอร์สีต่าง ๆ ช่วยให้ภาพมีสีสันสวยงามตามจินตนาการได้ ในการเปิดรูรับแสงนั้น ให้ใช้หลักการคำนวณ โดยใช้ระยะทางจากแฟลชถึงวัตถุที่ถ่ายหารด้วยไกด์นัมเบอร์เช่นเดียวกันกับการใช้แฟลชปกติ ข้อควรคำนึงในการใช้เทคนิคนี้ก็ คือหลีกเลี่ยงการ ฉายแสงแฟลชเข้าหน้าเลนส์ถ่ายภาพเพราะจะทำให้เกิดแสงเป็นวง (Flare) ในภาพได้

5. การใช้แฟลชกับแว่นกรองแสง สีต่าง ๆ (Filtered Flash) ดังที่ทราบมาแล้วว่าแสงแฟลชจะมีอุณหภูมิสีของแสงใกล้เคียงกับแสงอาทิตย์ ดังนั้นเมื่อใช้กับ ฟิล์มถ่ายภาพกลางวัน (Daylight) จะได้ภาพสีธรรมชาติเราสามารถสร้างอารมณ์ในภาพให้เกิดสีสันต่าง ๆ ได้โดยการสวมฟิลเตอร์เข้าที่หน้าแฟลชเพื่อให้การ ฉายแสงมีสีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสีอุ่นหรือสีเย็นได้ตามต้องการ และการสวมฟิลเตอร์ที่แฟลชจะไม่ทำให้สีธรรมชาติของแสงอื่น ๆ เปลี่ยนไป แตกต่างกับการสวมฟิลเตอร์ ที่หน้าเลนส์ จะมีผลกระทบต่อแสงส่วนรวม ฟิลเตอร์ที่นำมาครอบแฟลช อาจใช้ฟิลเตอร์แผ่นจำพวกฟิลเตอร์ช่วยในการอัดภาพเรียกว่า CP (Color Printing) ฟิลเตอร์แก้ไขสี CC (Color Compensating) หรือฟิลเตอร์แก้ไขแสง (Light Balancing) ก็ได้ ซึ่งมีจำหน่ายตามร้านถ่ายภาพทั่วไป หรืออาจจะประดิษฐ์ขึ้นมา ใช้เองก็ได้ โดยการนำแผ่น อาซีเดทใสชนิดด้าน มาระบายด้วยสีน้ำ สีเทียนหรือ สีเพิ่มเติมภาพก็จะได้ฟิลเตอร์ครอบแฟลชที่ใช้งานได้มีข้อคำนึงคือ เมื่อใช้ฟิลเตอร์ครอบ หน้าแฟลช รูรับแสงต้องเปิดชดเชย ให้มากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากการสูญเสียจากการกลืนแสงของฟิลเตอร์
ข้อแนะนำในการเปิดรูรับแสงเพิ่มเติม คือถ้าใช้ฟิลเตอร์สีแดงเปิดเพิ่ม 2 เอฟสต๊อป สีเขียว หรือน้ำเงิน เพิ่ม 1 เอฟสต๊อป สีน้ำเงินอ่อน สีส้ม หรือ สีม่วง เพิ่ม 1/2 เอฟสต๊อป แต่ถ้าเป็นสีเหลืองไม่ต้องเพิ่มขนาดของรูรับแสง

6. การใช้แฟลช 2 ดวง (Multiple Flash) ในบางครั้งอาจใช้แฟลชดวงเดียวทำให้ภาพที่ได้ไม่สวยงาม เพราะมีเงามากความตัดกันของแสงสูง ขาดรายละเอียดที่จำเป็น ดังนั้นอาจใช้แฟลชอีกดวงหนึ่งเพิ่มเติม โดยแฟลชตัวแรกเรียกว่าเป็นแสงหลัก (Main Light) ติดตั้งไว้ใกล้วัตถุ และอีกตัวหนึ่งติดตั้งไว้ ที่กล้องห่างจากวัตถุออกไป เรียกว่าเป็นแสงเพิ่ม (Fill Light) การใช้แฟลชสองดวง อาจใช้การต่อสายหรือเครื่องช่วยเปิดแสงแฟลช (Slave-Unit) โดยไม่จำเป็นต้อง ต่อสายก็ได้ ข้อคำนึงคือ อัตราส่วนของแสงของแฟลชทั้งสองตัว ถ้าต้องการอัตราส่วนระหว่างแสงหลัก และแสงเพิ่มเป็นอัตราส่วน 2:1 ควรให้ตำแหน่งของแสง หลักห่างจากวัตถุ 8 ฟุต แสงเพิ่ม 11 ฟุต ถ้าอัตราส่วน 3:1 ระยะห่าง 6.3 และ 11 ฟุต แต่ถ้าต้องการอัตราส่วน 4:1 ระยะห่าง 5.6 และ 11 ฟุตตามลำดับ

7. การใช้แฟลชกับวัตถุที่เคลื่อนที่ ในบางครั้งการถ่ายภาพวัตถุที่มีการเคลื่อนไหวต้องใช้ความไวชัตเตอร์สูงมาก โดยเฉพาะการใช้ฟิล์มชนิดที่มีความไวต่ำ ทำให้ไม่สะดวกสบายในการถ่ายภาพ ในการแก้ไขอาจใช้แฟลชเข้าช่วยได้โดยการเปิดความไวชัตเตอร์ตามที่เหมาะสมสำหรับกล้องที่ใช้ และเปิดรูรับแสงตามที่คำนวณได้ จากระยะห่างจากแฟลชถึงวัตถุที่ถ่าย ก็จะได้ภาพวัตถุที่เคลื่อนไหวนั้นคมชัด หยุดการเคลื่อนไหวได้และยังมีแฟลชพิเศษ ที่มีช่วงความสว่างของแสงสั้นและเร็วมาก ๆ สามารถถ่ายภาพลูกปืนวิ่งผ่านวัตถุ ลูกธนูวิ่งหาเป้าเหล่านี้ให้หยุดนิ่งได้

8. การใช้แฟลชถ่ายภาพปลาในตู้กระจกวิธีใช้แฟลชในการถ่ายภาพปลาในตู้กระจก ควรให้ตำแหน่งของแสงแฟลชส่องจากข้างบนตู้ปลาและกล้องถ่าย อยู่ด้านหน้าของตู้ปลาในการตั้งรูรับแสงควรคำนึงถึงความชัดลึก เพราะปลาจะเคลื่อนไหวไปมา ถ้าตั้งความชัดตื้นจะได้ภาพที่ไม่หยุดนิ่งไหวพร่าได้ อย่างไรก็ตามควรตั้ง รูรับแสงให้กว้างกว่าปกติสัก 1 หรือ 2 เอฟสต๊อป เพื่อชดเชยแสงที่เกิดการสูญเสียจากการหักเหภายในน้ำ เนื่องจากปัจจุบันอุปกรณ์ประกอบแฟลชมีให้ผู้ใช้เลือกใช้ ตามความต้องการไม่ว่าจะเป็นแผ่นสะท้อนแสง ร่มสะท้อนแสง ตาไฟฟ้า (Slave Unit) ด้ามถือสายยาวเป็นต้น เพื่อให้การสร้างภาพได้สวยงามยิ่งขึ้น และสะดวกสบาย ในการถ่ายภาพผู้ใช้สามารถเลือกซื้อหาตามต้องการ

ฟิลม์ (Film)

ลักษณะของฟิล์ม
ฟิล์มเป็นวัสดุปร่งใสที่ฉาบ หรือเคลือบด้วยสารเคมีจำพวกไวแสง เมื่อสมัยปีค . ศ . 1727 Johann Schulze ได้พบว่าเกลือเงินไนเตรต (Silver Nitrate) มีความไวต่อแสง หากแต่มีความไวน้อย ภายหลังมีผู้ค้นพบวัสดุไวแสง มากกว่าเงินไนเตรต คือพวกเกลือเงินเฮไลด์ (Silver Halide) เงินคลอไรด์ (Silver Cloride) เงินโบรไมด์ (Silver Bromide) และเงินไอโอไดด์ (Silver Iodide) ดังนั้นสารไวแสงที่ฉาบบนแผ่นฟิล์มในปัจจุบันจึงใช้เกลือเงินไอโอไดด์ เพราะมีความไวต่อแสงสูง เก็บรายละเอียดของวัตถุที่บันทึกได้ดี และมีความคงทนมาก

โครงสร้างของฟิล์ม
ถ้าเรามองภาพตามขวางของแผ่นฟิล์มจะพบว่าฟิล์มแบ่งออกเป็นชั้น ๆ ดังนี้ คือ
ชั้นที่ 1 เรียกว่า Protective Top Coat เป็นชั้นที่ฉาบไว้ด้วยสารเจลาติน (Geletin) เพื่อทำหน้าที่ป้องกัน การขีดข่วนที่อาจเกิดขึ้นได้กับเยื่อไวแสงของฟิล์ม
ชั้นที่ 2 เรียกว่า Light Sensitive Base หรือ Emulsion เป็นชั้นของสารไวแสงที่ฉาบยึดติดอยู่กับฐานของฟิล์ม ถ้าเป็นฟิล์มขาวดำจะฉาบสารไวแสงประเภทขาวดำเอาไว้ แต่ถ้าเป็นฟิล์มสีก็จะมีสารไวแสงที่ให้สีเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามเยื่อ ไวแสงนี้ จะทำหน้าที่บันทึกภาพที่ไม่สามารถมองเห็น (Latent Image) อันประกอบด้วยอะตอมของเงิน ประมาณ 3-6 อะตอม เมื่อนำไปล้างด้วยน้ำยาล้างฟิล์ม แล้วจะเกิดเป็นอะตอมเพิ่มถึง 100 เท่า เนื่องจากน้ำยาล้างภาพจะให้อิเลคตรอน แก่ไอออนของเงิน ก็ทำให้มองเห็นภาพได้
ชั้นที่ 3 เรียกว่า Plastic Film Base หรือ Suppport ชั้นนี้จะเป็นวัสดุโปร่งใสทำด้วยอาซีเตท (Cellulose Acetate) ใช้เป็นพื้นสำหรับฉาบด้วยสารไวแสงมีลักษณะใสเหนียวไม่ยืดหด และไม่ไวไฟ
ชั้นที่ 4 เรียกว่า Antihilation Backing ชั้นนี้จะฉาบด้วยสารที่ป้องกันแสงที่จะทะลุผ่านเนื้อฟิล์มออกไปแล้วสะท้อน กลับมาทำอันตรายฟิล์ม เกิดเป็น ภาพเงาซ้อนขึ้น




ได้กล่าวไว้ว่าชั้นที่ 2 เป็นชั้นของเยื่อไวแสงที่บันทึกภาพ ถ้าเป็นฟิล์มขาวดำ แต่ถ้าเป็นฟิล์มสีและฟิล์มสไลด์สีจะบันทึกสีต่าง ๆ สามสีด้วยกัน คือสีน้ำเงิน สีเขียวและสีแดงตามวัตถุสีที่ถ่ายนั้น อย่างไรก็ตามวัตถุที่ถ่ายอาจมีสีอื่น ๆ นอกจาก สามสีที่กล่าวมาแล้ว แต่สีต่าง ๆ นั้นก็เป็นการรวบรวมตัวของสีทั้ง 3 เช่น สีไชยัน (Cyan) หรือสีฟ้าก็เป็นการรวมตัวของสีน้ำเงินและสีเขียว สีม่วง หรือสีมาเยนต้า (Magenta) ก็เป็นการรวมตัวของสีน้ำเงินกับสีแดง สีเหลือง (Yellow) ก็เป็นการรวมตัวของสีเขียวและสีแดง ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นทฤษฎีสีของแสง

Protective Top Coat
Light Sensitive Base
Emulsion
Film Base
Antihilation Backing



สำหรับฟิล์มสีและฟิล์มที่ใช้ถ่ายทำสไลด์ โดยทั่วไปจะประกอบด้วยชิ้นส่วนของสารเคมีที่ทำให้เกิดสีเป็นชั้น ๆ บนเซลลูลอยด์ หรืออาซีเตท ดังนี้
ชั้นที่ 1 ตัวยาไวแสงสีน้ำเงิน
ชั้นที่ 2 เจลาติน (Gelatin)
ชั้นที่ 3 ตัวยาไวแสงสีเขียว
ชั้นที่ 4 เจลาติน (Gelatin)
ชั้นที่ 5 ตัวยาไวแสงสีแดง
ชั้นที่ 6 เซลลูลอยด์ หรืออาซีเตท
ชั้นที่ 7 ตัวยาป้องกันแสงสะท้อนกลับ (Annihilation)
1. น้ำเงิน
2. เจลาติน
3. สีเขียว
4. เจลาติน
5. สีแดง
6. อาซีเตท
7. ป้องกันแสงสะท้อน
เมื่อฟิล์มได้รับการบันทึกภาพ ฟิล์มจะบันทึกภาพที่เป็นสีสรรตามความเป็นจริงคือ วัตถุสีแดงจะบันทึกด้วยชั้นไวแสงสีแดง
- วัตถุสีเขียวจะบันทึกด้วยชั้นไวแสงสีเขียวและ
- วัตถุสีน้ำเงินจะบันทึกด้วยชั้นไวแสงสีน้ำเงิน นอกจากนั้นยังมีสีอื่น ๆ ที่ถูกบันทึกด้วยการรวมตัวของสีสองสีคือ
- วัตถุสีฟ้า เรียกว่า สีไชยัน (Cyan) จะถูกบันทึกด้วยชั้นไวแสงสีน้ำเงินและสีเขียว
- วัตถุที่มีสีม่วง เรียกว่า สีมาเยนต้า (Magenta) จะถูกบันทึกด้วยชั้นไวแสงสีแดงและสีน้ำเงิน
- วัตถุที่มีสีเหลือง (yellow) จะถูกบันทึกด้วยชั้นไวแสงสีแดงและสีเขียว






ในการเลือกใช้ฟิล์มสีนั้น ควรระลึกเสมอว่าสีมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของคนมากแตกต่างกัน การใช้ฟิล์มสีถ่ายภาพวัตถุต่าง ๆ ควรพิจารณาว่าวัตถุที่ถ่ายนั้น มีสีสรรเช่นใด สีโดยทั่วไปมีลักษณะดังนี้
สีรุนแรง (Strong Color) เป็นสีที่จัดจ้าน ร้อนแรง สดใส ให้อารมณ์และบรรยากาศสนุกสนานรื่นเริง ส่วนมากเป็นพวกแม่สีทั้งหลายมาอยู่รวมกัน การใช้สีแบบนี้ถ่ายภาพควรระวังให้มากเพราะจะแบ่งความสนใจไปจากทุกสิ่งในภาพทั้งรูปทรง รายละเอียดและอาจทำให้จัดภาพไม่สมดุล แม่สีจะมีพลังสูงที่สุด โดยเฉพาะสีแดงพื้นที่เล็ก ๆ ของสีแดงจะดึงดูดความสนใจให้โดดเด่นจากภาพได้ ควรใช้สีรุนแรงช่วยเสริมจุดสนใจในภาพ โดยจำกัดจำนวนของสี และเพิ่มปริมาณพื้นที่ที่ไม่มีสีตัดกันรุนแรงเข้าไปในภาพ สีจะรุนแรงที่สุดเมื่อมีพื้นดำ เทาหรือขาวเป็นฉากหลังซึ่งการถ่ายภาพลักษณะให้ได้สีรุนแรงที่สุดดังกล่าว ควรใช้ไฟแฟลชให้แสงตรงและแรงหรือถ่ายกับแสงแดดจัด ๆ ก็ได้
สีตัดกัน (Contrast Color) เป็นสีที่ตรงข้ามในวงจรสี เช่นสีแดงกับสีเขียว สีเหลืองกับสีม่วง สีส้มกับสีน้ำเงินเมื่อนำมาใช้ด้วยกันจะทำให้เกิดความรู้สึก เร้าอารมณ์ เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง มีพลัง สีตัดกันอาจเป็นสีโทนร้อนกับเย็นหรือสีมืดกับสีสว่างก็ได้ การใช้สีตัดกันควรพิจารณาการจัดภาพและการสร้าง ความสมดุลในภาพให้ดี มิเช่นนั้นจะได้ภาพที่ไม่ดีด้วย
สีกลมกลืน (Harmony Color) เป็นสีนุ่มนวลไม่ตัดกันมาก ดูแล้วสบายตาสบายใจ ไม่มีแม่สีเข้าเกี่ยวข้อง ให้อารมณ์ละเอียดอ่อนลึกซึ้ง และสงบการใช้ สีโทนเย็นจะกลมกลืนได้ดีกว่าสีโทนร้อน เช่นสีฟ้ากับสีเขียว สีฟ้ากับสีม่วง สีเหลืองกับสีส้ม
สีชุดเดียวกัน (Pre

dominant Color) เป็นสีชุดเดียวกัน ไล่ระดับอ่อนแก่ให้อารมณ์ได้หลายอย่าง แล้วแต่โทนของสี เช่นร้อนแรง เยือกเย็น เ หงาหงอยเป็นต้น สีที่มีพื้นที่มาก ๆ ในภาพเป็นสีที่มีความสำคัญที่สุด และภาพที่มีโทนเดียวเดี่ยว ๆ จะชักจูงอารมณ์คนดูให้เป็นไปตามต้องการได้ เช่น ทุ่งหญ้าสีเขียว มีคนแต่งชุดเขียว ให้สีเขียวสะท้อนล้อกันในภาพ
สีกระโดด (Insolate Color) เป็นสีเดียวที่โดดเด่นขึ้นมาจากสีพื้น ส่วนใหญ่ สีที่โดดเด่นขึ้นมานั้นจะเป็นสีที่ตัดกันกับสีพื้น ทำให้สีนั้นเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ในภาพ จึงทำให้ภาพน่าสนใจ เช่น ภาพดอกไม้สีเหลืองดอกหนึ่ง แทรกอยู่กับภาพใบไม้สีเขียวเต็มกรอบภาพ สีกระโดดเช่นนี้ทำให้ภาพดูมีชีวิตชีวา สดใส สดสวยขึ้น




ชนิดของฟิล์ม
ฟิล์มที่ใช้ถ่ายภาพโดยทั่ว ๆ ไปแบ่งได้หลายประเภท หลายลักษณะต่างกัน คือ
1. แบ่งตามการแยกสี ได้แก่
1.1 ฟิล์มขาวดำ (Black and White Film) เป็นฟิล์มที่ฉาบด้วยเยื่อไวแสงที่ทำให้ภาพเป็นสีขาวดำเมื่อนำฟิล์ม ไปล้างครบกระบวนการ
1.2 ฟิล์มสี (Color Film) เป็นฟิล์มที่ฉาบด้วยเยื่อไวแสงที่ทำให้ภาพเป็นสีธรรมชาติเหมือนวัตถุจริงที่ถ่ายซึ่งสีหลัก
ที่เกิดขึ้นมีสีน้ำเงิน สีเขียวและสีแดง ส่วนสีรองคือ สีฟ้า สีม่วงและสีเหลือง

2. แบ่งตามกรรมวิธี ได้แก่
2.1 ฟิล์มเนกาตีฟ (Negative Film) เป็นฟิล์มที่มีเยื่อไวแสงเป็นตรงกันข้ามกับความเป็นจริง ต้องนำไปอัดขยายตาม กระบวนการอีกทีหนึ่งจึงจะได้ภาพที่ตรงความเป็นจริง
2.2 ฟิล์มโพสิตีฟ (Positive Film) เป็นฟิล์มที่ใช้สำหรับอัดภาพจากเนกาตีฟเมื่อล้างตามขบวนการจะได้ ภาพที่มีสีตรงกับสีธรรมชาติของวัตถุจริง
2.3 ฟิล์มรีเวอร์ซัล (Reversal Film) เป็นฟิล์มที่มีเยื่อไวแสง ทั้งเนกาตีฟและโฟสิตีฟรวมกัน หลังจากนำไปล้าง ตามกระบวนการจะได้ภาพออกมามีลักษณะที่ถูกต้องตามความเป็นจริง เช่น สไลด์ ฟิล์มสตริฟ เป็นต้น




ได้กล่าวไว้ว่าชั้นที่ 2 เป็นชั้นของเยื่อไวแสงที่บันทึกภาพ ถ้าเป็นฟิล์มขาวดำ แต่ถ้าเป็นฟิล์มสีและฟิล์มสไลด์สีจะบันทึกสีต่าง ๆ สามสีด้วยกัน คือสีน้ำเงิน สีเขียวและสีแดงตามวัตถุสีที่ถ่ายนั้น อย่างไรก็ตามวัตถุที่ถ่ายอาจมีสีอื่น ๆ นอกจาก สามสีที่กล่าวมาแล้ว แต่สีต่าง ๆ นั้นก็เป็นการรวบรวมตัวของสีทั้ง 3 เช่น สีไชยัน (Cyan) หรือสีฟ้าก็เป็นการรวมตัวของสีน้ำเงินและสีเขียว สีม่วง หรือสีมาเยนต้า (Magenta) ก็เป็นการรวมตัวของสีน้ำเงินกับสีแดง สีเหลือง (Yellow) ก็เป็นการรวมตัวของสีเขียวและสีแดง ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นทฤษฎีสีของแสง

3. แบ่งตามการบันทึกภาพ ได้แก่
3.1 เนื้อของวัสดุ (Grain) ซึ่งมีเนื้อละเอียดและเนื้อหยาบ
3.2 เนกาติฟสีตัดกัน (Contrast) หมายถึง ความแตกต่างระหว่างสีดำกับสีขาว ซึ่งได้แก่ ชนิดสีตัดกันมาก และชนิดสีตัดกันน้อย
3.3 ช่วงที่พอเหมาะในการรับภาพ (Latitude) หมายถึงช่วงของแสงที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความสามารถของการรับภาพของฟิล์ม ซึ่งขึ้นอยู่แกรมม่า ของฟิล์มแต่ละชนิด

4. แบ่งตามความไวสีโดยใช้ความไวสีของแสงเป็นเกณฑ์ มี 5 ชนิด ได้แก่
4.1 ชนิดบอดสี (Non-Color Sensitive, Color Blind) ฟิล์มชนิดนี้จะบอดต่อทุกสี แต่มีคุณสมบัติไวต่อแสงอุลตราไวโอเลต สีม่วงครามและสีน้ำเงินเท่านั้น ส่วนมากมักนิยมนำฟิล์มชนิดนี้ไปถ่ายภาพงานพิมพ์ ถ้าใช้ถ่ายรูปภาพทั่ว ๆ ไป เช่น ภาพวิวขาวดำ ท้องฟ้าจะปรากฏสีขาว ส่วนหญ้าจะเป็นสีดำ
4.2 ชนิดออโตโครเมติค (Orthochromatic) เป็นฟิล์มที่ไวต่อแสงอุลตราไวโอเลตสีคราม สีน้ำเงิน สีเขียว แต่ไม่ไวต่อแสงสีแดง ดังนั้นจึงนิยมเรียก ฟิล์มชนิดนี้ว่าฟิล์มแดง ซึ่งใช้กับแว่นกรองแสงสีแดง หรือ ถ่ายภาพวัสดุสีแดงไม่ได้เลย เพราะภาพที่ได้จะมืดเนื่องจากฟิล์มชนิดนี้ไม่ทำปฏิกิริยากับแสงสีแดงฟิล์มชนิดนี้ มีชื่อลงท้ายว่า Chrome เช่น ซีโลโครม ของ Ilford และ Verichrome ของ Kodak เป็นต้น
4.3 ชนิดแพนโครเมติด (Panchromatic) เป็นฟิล์มที่มีความไวต่อแสงทุกสี ยกเว้นสีเขียวเท่านั้น ดังนั้นจึงเรียกว่า ฟิล์มเขียว ฟิล์มชนิดนี้มีชื่อขึ้นต้นว่า Pan เช่น Pan F ของ Ilford, Isopan ของ Agfa และ Plus-X Pan ของ Kodak เป็นต้น
4.4 ชนิดอินฟาเรด (Infared) เป็นฟิล์มที่สามารถบันทึกรังสี Infared ที่ตาเราไม่สามารถมองเห็นได้ นอกจากนั้นยังมีคุณสมบัติที่สามารถตัดหมอกควัน ในท้องฟ้าให้ดูกระจ่างชัดขึ้น ฟิล์มชนิดนี้ไม่นิยมนำมาใช้ถ่ายภาพทั่วไป แต่นำไปใช้ถ่ายภาพทางอากาศทางการแพทย์ และทางการทหาร เพื่อพิสูจน์ข้อมูลพื้นที่ต่าง ๆ
4.5 ชนิดเอกซเรย์ (X-ray) เป็นฟิล์มที่ออกแบบขึ้นมา เพื่อใช้กับเครื่องเอกซเรย์โดยเฉพาะสามารถถ่ายภาพอวัยวะภายในร่างกายของมนุษย์ได้ เนื่องจากมีความไวแสงสูงมาก

5. แบ่งตามความไวแสงโดยยึดค่าความไวแสงที่เป็นตัวเลขเป็นเกณฑ์ที่มีอยู่ 4 ชนิดได้แก่
5.1 ประเภทความไวแสงต่ำ ปกติมีความไวแสงไม่เกิน ISO 50
5.2 ประเภทความไวแสงปานกลาง มีความไวแสงระหว่าง ISO 50 ถึง ISO 200
5.3 ประเภทความไวแสงสูง มีความไวแสงระหว่าง ISO 200 ถึง ISO 800
5.4 ประเภทความไวแสงสูงมากมีความไวแสงตั้งแต่ ISO 800 ขึ้นไป

6. แบ่งตามขนาดของฟิล์ม แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
6.1 ฟิล์มขนาดเล็ก เป็นฟิล์มที่มีขนาด จาก 35 มม . ลงมา
6.2 ฟิล์มขนาดกลาง เป็นฟิล์มที่มีขนาดตั้งแต่ 6 x 6 ซม . ขึ้นไปแต่เล็กกว่า 4 x 5 นิ้ว
6.3 ฟิล์มขนาดใหญ่ เป็นฟิล์มที่มีขนาดตั้งแต่ 4 x 5 นิ้วขึ้นไป


7. แบ่งตามลักษณะของวัสดุที่นำมาผลิตฟิล์ม ได้แก่
7.1 ฟิล์มม้วน (Roll film) เป็นฟิล์มที่หุ้มด้วยกระดาษทำเป็นม้วนยาวพันรอบแกน ได้แก่ ฟิล์ม 120, 127, 620 เป็นต้น นอกจากนั้นฟิล์มประเภทที่อยู่ในตลับ (Cartridge) เช่น 110, 126 และอีกชนิดหนึ่งที่เป็นฟิล์มม้วน คือฟิล์มประเภท 135 หรือที่รู้จักคือฟิล์ม 35 มม . ที่บรรจุอยู่ในกลัก (Cassette) ถ่ายภาพได้ 20, 24 และ 36 ภาพ กล้องบางชนิด เช่นครึ่งกรอบภาพ (Half Frame) อาจจะถ่ายภาพถึง 72 ภาพ
7.2 ฟิล์มแผ่น (Pack Film) เป็นฟิล์มอาซิเตทที่ทำเป็นแผ่น ๆ บรรจุอยู่ในกล่องขนาด 6 x 9 ซม . กล่องละ 12 แผ่น
7.3 ฟิล์มกระจก (Sheet and Plate Film) ฟิล์มชนิดนี้อาจเป็นฟิล์มอาซิเตทที่ทำเป็นแผ่น ๆ หรือเป็นฟิล์มกระจกก็ได้ มีขนาดตั้งแต่ 5.5 X 6 ซม . ถึง 50 X 60 ซม . ส่วนมากจะใช้กับกล้องใหญ่ในห้องสตูดิโอ 8. แบ่งตามลักษณะของแสงที่สัมพันธ์กับฟิล์มสี มีดังนี้คือ
8.1 ฟิล์มที่ใช้กับแสงแดดหรือแสงธรรมชาติหรือไฟแวบ (Daylight Type) มีอุณหภูมิสีของแสง
8.2 ฟิล์มที่ใช้กับแสงประดิษฐ์ (Tungsten Type) ซึ่งมีอยู่ 2 ประเภทคือ
8.2.1 Type A เป็นฟิล์มที่ใช้กับไฟถ่ายรูปที่มีอุณหภูมิสีของแสง 3400 องศาเคลวิน
8.2.2 Type B เป็นฟิล์มที่ใช้กับไฟถ่ายรูปที่มีอุณหภูมิสีของแสง 3200 องศาเคลวิน